หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจอาหารโอ...

ธุรกิจอาหารโอดค่าไฟพุ่ง ธุรกิจเจ็บหนัก!! ต้นทุนแตะ 35% ขึ้นราคาลูกค้าก็หาย

16.11.22 | 06:06 น.
แฟ้มภาพ

ธุรกิจอาหารโอดค่าไฟพุ่ง ธุรกิจเจ็บหนัก!! ต้นทุนแตะ 35% ขึ้นราคาลูกค้าก็หาย

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวกับ “มติชน” ถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีแนวทางปรับขึ้นค่าไฟฟ้า 3 ทางเลือกในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จากปัจจุบันค่าไฟที่เรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 4.72 บาทต่อหน่วย จะขยับเป็น 5.37-6.03 บาทต่อหน่วย ว่า

หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าดังกล่าว ในระดับใดก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารจะได้รับผลกระทบทั้งหมด เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ธุรกิจร้านอาหารดิ้นไม่ออก เพราะเมื่อเปิดร้านอาหารจะต้องมีตู้แช่อาหารสด รวมถึงร้านอาหารที่ติดเครื่องปรับอากาศจะยิ่งได้รับผลกระทบมาก เพราะมีการใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินธุรกิจเป็นหลัก

นายสรเทพกล่าวว่า เดิมทีค่าไฟฟ้าก่อนที่จะขึ้นในระดับ 4.72 บาทต่อหน่วย ที่ปรับเพิ่มจากเดิมที่ 3 บาทกว่าๆ เมื่อปรับขึ้นไปแล้วต้นทุนในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (operation cost) ที่ส่วนใหญ่ในร้านอาหารจะอยู่ในระดับประมาณ 28-30% เมื่อเผชิญค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น 4.72 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้น 35% หรือมีผลทันที 5% หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีกครั้งในงวดต้นปี 2566 จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 5% โดยรวมจากการขึ้นค่าไฟฟ้าครั้งก่อนและครั้งใหม่จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มขึ้น 10%

“ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนนี้ผู้ประกอบการอาจจะขึ้นราคาอาหารหรือสินค้า แต่คงขึ้นระดับสูงมากไม่ได้เนื่องจากกังวลเรื่องการแข่งขัน หากมีการขึ้นราคาในอัตราที่สูงเกินไปภายใต้เศรษฐกิจซบเซา รวมถึงรายได้ประชาชนยังกลับมาไม่มาก การขึ้นราคาจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีของร้านอาหาร แม้ผู้ประกอบธุรกิจจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุน แต่เลือกที่จะมีรายได้ส่วนกำไรน้อยลงดีกว่าขึ้นราคาแล้วผู้บริโภคไม่กลับมาใช้จ่าย หากเกิดกรณีนี้จะทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบหนักที่สุด” นายสรเทพกล่าว

นายสรเทพกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่อยากให้รัฐนำไปพิจารณาสำหรับการหาทางออกให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กรวมถึงรายย่อย (เอสเอ็มอี) โดย 1.อยากให้รัฐอนุญาตให้ธุรกิจเอสเอ็มอีนำส่วนต่างจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เพิ่มขึ้น 10% จากการปรับค่าไฟฟ้า สามารถนำส่วนต่างนี้นำไปเป็นส่วนที่สามารถหักภาษี หรือลดหย่อนภาษีของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีได้ 10% เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีมีอยู่ในระบบประมาณ 20,000 ราย จ่ายภาษีขึ้นต่ำใน 1 เดือนไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท หากทำได้จะช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจได้บ้าง

Advertisement

2.การให้สินเชื่อกับผู้ประกอบธุรกิจ ปัจจุบันรัฐมีกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจคาดว่ามีเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท แต่กองทุนนี้ไม่สามารถกระจายไปสู่ธนาคารพาณิชย์อื่นได้ๆ เนื่องจากรัฐปล่อยให้กับสถาบันการเงินของรัฐเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าไม่ถึงเนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีหลักทรัพย์ในการกู้เพราะสินทรัพย์อาจจะหมดไปกับการค้ำประกันสินเชื่อเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่รัฐสามารถอนุมัติให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกันให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อทำธุรกิจได้บ้าง รวมถึงการแก้ไขปัญหาผู้ขอสินเชื่อติดเครดิตบูโร โดยกลุ่มที่เป็นหนี้เสียจากวิกฤตโควิดจะถูกติดรหัส 21 ไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้ 3 ปี แม้ชำระหนี้หมดก็ต้องรอระยะเวลา 3 ปี ถึงจะสามารถกู้สินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งกรณีอยากให้รัฐพิจารณายกเลิกหากมีผู้ประกอบธุรกิจปิดหนี้หมดจะสามารถกู้สินเชื่อใหม่ได้

“ยกตัวอย่างจากต่างประเทศที่ให้การช่วยเหลือธุรกิจหลักจากได้รับผลกระทบจากโควิด สิ่งที่รัฐดูแลคือต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจกลับมาแข็งแรง ในทางกลับกันรัฐบาลของไทย เมื่อเปิดประเทศแล้วกลับมาเรียกเก็บเงินส่วนต่างๆ เข้าระบบเช่นเดิมในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ได้ จึงเป็นภาระที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจแบกรับมากขึ้น” นายสรเทพกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: