หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินบาทแข็งค่...

เงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ หลังเฟดขึ้นดอก 0.50%

15.12.22 | 09:38 น.

เงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ หลังเฟดขึ้นดอก 0.50%

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.53 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 34.57 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.50-34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นายพูน กล่าวว่า แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในอัตราชะลอลง 0.50% สู่ระดับ 4.25%-4.50% ตามที่ตลาดคาด ทว่า แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องและคงดอกเบี้ยที่ระดับสูงกว่า 5.00% ในปีหน้า จนกว่าเฟดสามารถจัดการปัญหาเงินเฟ้อได้สำเร็จนั้น กลับเป็นสิ่งที่สวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดที่มองว่าเฟดอาจทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 4.50% ได้ในช่วงปลายปีหน้า

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา ตามการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐและโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในฝั่งอ่อนค่าบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชียพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง เช่นเดียวกับในฝั่งตลาดการเงินสหรัฐอาจเห็นแรงขายทำกำไรหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติได้บ้าง

“นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติบางส่วนก็อาจทยอยขายทำกำไรบอนด์ไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มเติมได้ หลังบอนด์ยีลด์ไทยได้ปรับตัวลงมาพอสมควรและจากผลการประชุมเฟดล่าสุด ก็อาจทำให้บอนด์ยีลด์แกว่งตัว sideways ได้ในระยะสั้นนี้”นายพูน กล่าว

ทั้งนี้ ประเมินแนวรับสำคัญของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 34.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เล่นบางส่วนอาจทยอยขายทำกำไรการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินบาท ขณะที่โซนแนวต้านสำคัญเงินบาทจะไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญที่ระดับ 35.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างก็รอจังหวะเงินบาทอ่อนค่า เพื่อทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐ หรือ เพิ่มสถานะ Short USDTHB (มองว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น)

Advertisement

นายพูน กล่าวว่า สำหรับวันนี้ นอกเหนือจากผลการประชุมเฟด ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประชุมของธนาคารกลางหลัก ทั้ง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) แม้โดยรวมภาพเศรษฐกิจยุโรป (ยูโรโซนและอังกฤษ) จะชะลอลงชัดเจน แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถึง 10% ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางดังกล่าวขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลง (0.50% จาก 0.75%)

ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย Deposit Facility Rate ของ ECB ปรับขึ้นสู่ระดับ 2.00% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Bank Rate ของ BOE ก็จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3.50% อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อมุมมองของทาง ECB และ BOE ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะจุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (คล้ายกับสิ่งที่ตลาดจะจับตาต่อจากนี้ในส่วนของเฟด ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยไปถึงจุดสูงสุดที่ระดับใด)