หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องปัจจัยท้า...

ส่องปัจจัยท้าทาย เศรษฐกิจปีกระต่าย

29.12.22 | 07:39 น.

ส่องปัจจัยท้าทาย เศรษฐกิจปีกระต่าย

ในปี 2566 เป็นอีกปีที่ไทยและทั่วโลกต้องเผชิญกับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ชี้ให้เห็นว่าในปี 2566 มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้น หลังจากเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง ราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้น และการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อชะลอเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างมากเช่นกัน ทำให้ภาคการส่งออกอาจจะหดตัวลง ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) สามารถเติบโตได้เพียง 2.8% ปรับลดลงจาก 3.6% ในการคาดการณ์ครั้งก่อน และถือว่าเป็นการเติบโตที่ช้ากว่าปี 2565 แม้จะตั้งอยู่บนการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 19.2 ล้านคนจาก 10 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นภาพการฟื้นตัวในปี 2566 ว่าจะมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างภาคบริการ และภาคการผลิต

โดย 5 ประเด็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ได้แก่ 1.การเติบโตของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางเศรษฐกิจโลกถดถอย ประเมินว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกในปี 2566 กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบไม่รุนแรงในช่วงไตรมาส 1-3/2566 ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2566 ติดลบ 1.8% จากเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาต่างชาติสูง

โดยเฉพาะจากสาเหตุ 2 ประการ คือ อุปสงค์ของโลกที่จะปรับตัวลดลง จากสมมุติฐานว่าสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงต้นถึงกลางปี 2566 และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งขยายตัวไปอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาได้ ทำให้มีการสะสมสินค้าคงคลัง ไว้ในปริมาณมาก จนความต้องการซื้อสินค้าใหม่ในช่วงหลังจากนี้ลดลง

อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงต่ำ เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีโอกาสถดถอยรุนแรงได้ โดยความเสี่ยงที่จีนจะปิดเมืองนานกว่าที่คาดจากการระบาดรอบใหม่
ของโควิดจะกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงไม่โตติดลบเพราะไทยยังไม่ได้ฟื้นตัวจากโควิดมากนัก แต่ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับที่ต่ำมากโดยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2%

Advertisement

2.ความกังวลเรื่องการผันผวนของราคาน้ำมันในปี 2566 เนื่องจากตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะลดลงตามราคาน้ำมันที่อาจชะลอลงโดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งได้ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้

ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดประเทศของจีนที่คาดการณ์ว่าจะทยอยเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 กำลังจะเพิ่มอุปสงค์ต่อน้ำมันอย่างมากและสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทย และเงินเฟ้ออาจไม่สามารถปรับตัวลดลงได้เร็วอย่างที่คาดไว้ จะเป็นประเด็นกดดันค่าครองชีพและดุลการค้าของไทยอีกด้วย

3.ปัญหาเงินเฟ้อ โดยประเมินว่าเงินเฟ้อไทยในปี 2566 จะทยอยปรับตัวลดลงแต่ยังค้างอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือมากกว่า 3% แต่สถานการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าของไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้ออยู่ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในประเทศ การปรับค่าไฟฟ้า และการชดเชยการอุดหนุนน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงเงินบาทที่ยังคงมีโอกาสอ่อนค่า และราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้

4.ความกังวลเรื่องของเงินบาทแข็งค่า ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลได้เล็กน้อยในปี 2566 ที่ระดับ 2% ของจีดีพี หลังจากขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกันกว่า 3 ไตรมาสในปี 2565 โดยเกิดจากนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับเข้ามามากขึ้น การลดลงของราคาน้ำมัน และการลดลงของต้นทุนค่าขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทในปี 2566 ยังมีแนวโน้มผันผวน และมีความเสี่ยงที่จะยังคงมีทิศทางอ่อนค่าได้อยู่

อาทิ จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสติดลบในช่วงไตรมาส 2/2566 จากปัจจัยด้านฤดูกาลทั้งการท่องเที่ยวและการค้า สร้างความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของตลาด และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง (Stagflation) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศค้างอยู่ในระดับสูง และกดดันค่าเงินบาทต่อเนื่อง

5.จับตาโลกลดดอกเบี้ยในปี 2566 ซึ่งไม่มีผลกับไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยยังมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นหากมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในประเทศ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงอยู่ในแดนติดลบมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

โดยประเมินว่า ธปท.ยังจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2566 โดยเป็นการขึ้นต่อเนื่องครั้งละ 25 Basis Points จนถึงระดับ 2.25% ในช่วงไตรมาส 3/2566 นับเป็นความท้าทายสำคัญในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ดี และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงมาก

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังจะเจอกับปัญหาในสองทาง คือ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงแต่ไม่ถึงกับถดถอยรุนแรงโลกจะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะค้างในระดับสูงยาวนาน หรือหากเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น เสถียรภาพในตลาดอสังหาฯ ปัญหาในตลาดเกิดใหม่ ปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ในภาคธุรกิจ ก็จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงได้ทันที ล้วนแล้วแต่สร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทย

ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงยังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดที่ยังค้างอยู่ในระดับสูงกว่าปกติมาก และหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นจริงเครื่องมือนโยบายการเงินใหม่ๆ จะถูกนำกลับมาใช้เพื่อสนับสนุนตลาดได้ โดยธนาคารกลางมีแนวโน้มเลือกป้องกันความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มสูงที่จะอยู่ในภาวะ Stagflation มากกว่า

สำหรับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป นโยบายการเงินต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน เสถียรภาพระบบการเงินอย่างรอบคอบเพื่อปิดความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจ และช่วยประครองให้เศรษฐกิจในปีหน้าสามารถฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพได้

ด้าน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นอกจากเรื่องค่าไฟที่เป็นปัจจัยลบต่อเนื่องยาวไปถึงปี 2566 แล้ว ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง อาทิ การประเมินจากสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจของโลก ประเมินว่าในปี 2566 เศรษฐกิจโลกลดลง จากปัญหารัสเซียยูเครน ที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงเมื่อใด ปัญหาเงินเฟ้อที่ยังรุนแรง และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ที่ส่งผลกับการส่งออกของไทย สอดคล้องกับการประเมินตัวเลขส่งออกปี 2566 ของ กกร.ที่มีการปรับตัวเลขประมาณการมาอยู่ที่ 1-2%

ทั้งนี้ ในปี 2566 จะเป็นปีที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตอาเซียน รวมทั้งจีน ต้องทำงานหนักแข่งกันท่ามกลางดีมานด์ที่หดตัว ทั้งในเรื่องของราคา ที่ต้องแข่งกันทำราคาให้ถูกลง เพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างยังสวนทาง เพราะค่าไฟยังแพงอยู่ แต่ในส่วนของประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีข้อยกเว้นเนื่องจากในปี 2566 คาดว่าไทยจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก หรือประมาณ 21 ล้านคน ในจำนวนนี้ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวจีน ที่ในช่วงต้นปี 2566 จะมีการผ่อนคลายให้สามารถเดินทางเข้าออกในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของจีน ดังนั้น ทางภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวให้พร้อมต่อไป

ข่าวน่าสนใจอื่น: