หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดนโยบาย 5 ...

เปิดนโยบาย 5 พรรค ดีเบตท่องเที่ยว ชูทะเล 5 สี-จี้แก้กม.-ดันนทท. 80 ล้านคน

15.02.23 | 05:13 น.

เปิดนโยบาย 5 พรรค ดีเบตท่องเที่ยว ชูทะเล 5 สี-จี้แก้กม.-ดันนทท. 80 ล้านคน

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรม รามาดา พลาซา บาย วินด์แฮม แบงคอก แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) จัดการประชุมสมาชิกร่วมกับสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) และให้พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ พรรคการเมืองใดใส่ใจเรื่องท่องเที่ยวปี 2566

โดย นายวรภพ วิริยะโรจน์ ตัวแทนพรรคก้าวไกล กล่าวว่า มีนโยบายให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เที่ยวได้ตลอดชีวิต อาทิ เที่ยวหลังเกษียณอายุ เที่ยวในครอบครัว เน้น 3 เรื่องหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ 1.การแก้กฎหมายล้าสมัย อาทิ กฎหมายโรงแรมขนาดเล็ก หรือผู้จัดการโรงแรม 2.การกระจายอำนาจ เปลี่ยนบริบทของภาครัฐ เชื่อมั่นในท้องถิ่นให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่มากขึ้น

ที่ผ่านมาจะยึดนโยบายจากส่วนกลางบังคับใช้ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ทั้งที่คนกำหนดนโยบายนั่งอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ แต่กำหนดให้ใช้เหมือนกันทุกจังหวัด บริบทเหล่านี้ไม่สามารถพาประเทศไทยให้ไปไกลกว่านี้ได้ อาทิ กำหนดเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 02.00 น. ทั้งที่เมืองท่องเที่ยวไม่เหมาะสมที่จะปิดในเวลาเดียวกัน การกำหนดให้ท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดนโยบายในระดับปฏิบัติการเหมาะสมกว่า และ 3.การสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรม สอดคล้องกับภาคการท่องเที่ยว

น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทย มองว่าภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้นำ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สนับสนุน รัฐไม่ควรออกกฎกติกาที่ไม่เอื้อต่อภาคการท่องเที่ยวไทย โดยรัฐบาลมีหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (เรคกูเรเตอร์) จะต้องรับฟังภาคเอกชนให้มากขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า รับฟังด้วยหัวใจ ปัจจุบันผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มตัวแทนขายต่างประเทศ (โอทีเอ) ที่ปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 25%

เมื่อรวมกับต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่น อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าจ้างพนักงาน ค่าภาษี จะทำให้ราคาห้องพักของโรงแรมถูกหักไปสูงมาก เหลือเป็นรายได้และกำไรของธุรกิจไม่มากพอที่จะอยู่รอดได้ จึงอยากให้รัฐบาลพัฒนาโอทีเอที่เป็นของคนไทยเอง อาทิ แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ผนวกกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด นำมาพัฒนารวมกันเพื่อให้เกิดโอทีเอของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้ แม้ต้องใช้เวลาสักระยะก็ตาม โดยเชื่อว่าทางออกของประเทศไทยคือ ภาคการท่องเที่ยว

Advertisement

นายเทมส์ ไกรทัศน์ ตัวแทนชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายระยะ 4 ปี จะต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยให้ถึง 80 ล้านคน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 10 ล้านคน จากปี 2566 ที่ตั้งเป้าหมายจำนวนไว้ประมาณ 25 ล้านคน ดึงรายได้กลับมาในสัดส่วน 80% ของปี 2562 ก่อนเกิดโควิดระบาด โดยจะสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เป็นจุดหมายปลายทางหลักมากขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มกว่าเดิมด้วย อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กลุ่มดิจิทัลนอร์แมด

แต่ไทยจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด หลังจากจังหวัดท่องเที่ยวหลักๆ อาทิ จังหวัดภูเก็ตที่ทุกวันนี้เริ่มไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเพียงพอ โดยมองว่าจะต้องมีการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดอื่นๆ ด้วย อาทิ กระบี่ พังงา โดยเฉพาะเมืองรอง รวมถึงต้องปรับปรุงระบบคมนาคม เช่น มอเตอร์เวย์ ปรับปรุงรถไฟ และการบริการแท็กซี่ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงสุดด้วย

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยถือเป็นความหวังหลักในการดึงรายได้เข้าประเทศไทย แต่ที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับการจัดสรรคผมงบประมาณอยู่ในอันดับที่ 4-5 มาตลอด เป็นเรื่องที่ตลกมาก โดยพรรคเพื่อไทยเสนอตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อเวฟดอกเบี้ย พร้อมให้ทุนจากภาครัฐเพื่อช่วยธุรกิจท่องเที่ยวให้ฟื้นหลังต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ให้กลับมาพลิกฟื้น

พร้อมเดินหน้านโยบายทะเล 5 สี อาทิ ทะเลสีแดง พัฒนาการแข่งขันเชิงคุณภาพโยเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพไม่เน้นจำนวนอย่างที่ผ่านมา, ทะเลสีเขียว เน้นการท่องอย่างยั่งยืนผ่านโมเดลบีซีจี, ทะเลสีรุ้ง ซึ่งเป็นกลุ่มนักเที่ยวคุณภาพมีความสามารถในการใช้จ่ายสูง อาทิ เที่ยวด้วยตัวเอง LGBTQ ท่องเที่ยวเชิงประชุมสัมมนา (ไมซ์) จัดงานแต่งงาน พร้อมสร้างแลนด์มาร์กใหม่ๆ เพื่อจูงใจการท่องเที่ยวเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ต้องแก้กฎหมายใหม่ อาทิ กฎหมายของโรงแรม เพื่อดึงโรงแรมขนาดเล็กเข้าระบบ ไทยไม่สามารถแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีกว่า 1,300 ฉบับได้ เชื่อว่าใช้เวลาแก้ไขไม่ต่ำกว่า 50 ปี มีแนวคิดยกเว้น 5 ปี จากนั้นค่อยมาดำเนินแก้ไขทีละเรื่อง โดยเสนอตั้งกองทุนธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อเป็นแหล่งทุนสำรองให้กับธุรกิจท่องเที่ยว และสนับสนุนค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท พร้อมแบ่งค่าเหยียบแผ่นดินนำเข้ากองทุนธุรกิจท่องเที่ยว 100 บาท นอกจากนั้นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ โดยเน้นนักท่องเที่ยคุณภาพเป็นหลักไม่เน้นจำนวนอย่างที่ผ่าน และสร้างระเบียงเศรษฐกิจทุกภูมิภาค

ข่าวน่าสนใจอื่น: