หน้าแรก เศรษฐกิจ จ๊ากฝุ่นพิษ! ...

จ๊ากฝุ่นพิษ! บดขยี้ศก.ไทยสูญ 4.6 ล้านล้าน เตือนระวังเสี่ยงมะเร็งสูง

23.02.23 | 05:05 น.

จ๊ากฝุ่นพิษ! บดขยี้ศก.ไทยสูญ 4.6 ล้านล้าน เตือนระวังเสี่ยงมะเร็งสูง

นายวิษณุ อรรถวานิช รองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงาน PIER Research Brief ครั้งที่ 1/2566 เผยวานวิจัยเรื่องต้นทุนของสังคมไทยจากมลพิษทางอากาศและมาตรการรับมือ ว่า ผลการศึกษาพบในปี 2562 ฝุ่น PM2.5 สร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ต่อครัวเรือนไทย 2.173 ล้านล้านบาท และหากรวมทุกสารมลพิษ (PM10, PM2.5, CO, NOx, NO2) มูลค่าความเสียหายต่อครัวเรือนไทยจะสูงถึง 4.616 ล้านล้านบาท

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อพิจารณารายจังหวัดพบครัวเรือนทุกจังหวัดของไทย (ยกเว้นภูเก็ต) ต่างได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศกันถ้วนหน้า โดย 5 จังหวัดแรกที่มีมูลค่าความเสียหายต่อครัวเรือนสูงสุดได้แก่ กรุงเทพฯ มูลค่าความเสียหาย 436,330 ล้านบาทต่อปีสำหรับ PM2.5 และ 927,362 ล้านบาทต่อปีเมื่อพิจารณาทุกสารมลพิษ รองลงมาได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และขอนแก่น ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากปรับใช้ค่าแนะนำใหม่ขององค์การอนามัยโลกพบว่า PM2.5 มีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์เพิ่มขึ้นจากในอดีตมาก มูลค่าความเสียหายจะสูงขึ้นจากที่รายงานไว้ข้างต้น โดยองค์การอนามัยโลกยกระดับการเตือนภัยในปี 2564 ที่ผ่านมาด้วยการปรับค่าแนะนำใหม่เป็น 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี หาก PM2.5 ค่าสูงเกินกว่าค่าแนะนำ จะเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรคมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งไต หลอดเลือดในสมองอุดตัน หัวใจล้มเหลว สมองเสื่อม ภูมิแพ้ และหอบหืด เป็นต้น

นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผู้กำหนดนโยบายควรเร่งดำเนินการดังนี้ 1.ควรสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศให้ทุกคนได้รับทราบอย่างทั่วถึงทั้งเกษตรกร ผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน งานวิจัยในต่างประเทศพบว่าเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำสุด แต่สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่สูงมาก

2.ควรเพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศให้มากขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อภัยจากมลพิษและเชื่อมโยงแอพพ์เพื่อส่งข้อมูลเตือนภัยคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย 3.พิจารณาปรับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศของไทยให้เข้มงวดมากขึ้นจากปัจจุบันที่เข้มงวดน้อยกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกกว่า 3 เท่า

Advertisement

4.ควรเร่งแก้ปัญหาตามแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศ ประกอบด้วย 1.การเผาไหม้เชื้อเพลิงในภาคยานยนต์และการขนส่ง 2.การเผาในที่โล่งแจ้งภาคเกษตรและป่าไม้ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน และ 3.การเผาไหม้เชื้อเพลิงและกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยต้องเข้าใจว่ามลพิษทางอากาศในแต่ละแหล่งกำเนิดมีช่วงเวลาการปล่อยและสาเหตุที่แตกต่างกัน และมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นชั่วคราวและแก้ไขกันเฉพาะหน้าในระยะสั้นแต่ละปีเท่านั้น

และ 5.ควรประเมินผลสัมฤทธิ์ของมาตรการต่างๆ เนื่องจากแม้จะมีแผนหรือมาตรการที่ดี แต่การปฏิบัติจริงมักไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนั้น ควรสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินความสำเร็จของมาตรการข้างต้น พร้อมระบุบุคคลและหน่วยงานผู้รับผิดชอบตั้งแต่หน่วยงานส่วนกลางลงไปถึงหน่วยงานท้องถิ่นระดับพื้นที่

 

 

อ่านข่าวน่าสนใจ: