‘ทีดีอาร์ไอ’ เผยปม ‘การเมือง’ เสี่ยงฉุด ศก.หด ชี้ตั้งรัฐบาลใหม่ช้า นักลงทุนไม่รอ พร้อมเผ่นหนี
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการโครงการ TDRI Economic Intelligence Service (EIS) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานเคทีซี x ทีดีอาร์ไอ เปิดเวทีเสวนา KTC FIT Talks #9 “จับตาเศรษฐกิจไทยและธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคครึ่งหลังปี 2566” ว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2566 ตัวขับเคลื่อนหลักคือการท่องเที่ยวและการส่งออกที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ความเสี่ยงก็มีหลายปัจจัย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้าขึ้น สำหรับ ปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น 1.เศรษฐกิจโลก ยังต้องติดตามว่าสถานการณ์จะฟื้นตัวและถดถอยน้อยลง 2.อัตราดอกเบี้ยและราคาต้นทุนยังคงระดับสูง เป็นปัจจัยบั่นทอนกำลังซื้อ หรือกำลังการลงทุนของนักลงทุนหรือไม่
และ ปัจจัยภายในประเทศ เช่น 1.การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน หากจัดตั้งรัฐบาลช้ากว่าที่กำหนดไว้ในเดือนสิงหาคมนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนที่ยังคงติดตามความขัดเจน และหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใช้เวลายืดยาวออกไปอาจส่งผลให้นักลงทุนเปลี่ยนใจไปลงทุนในประเทศอื่น
2.เรื่องนโยบายต่างๆ ของภาครัฐที่จะกระทบต่อการทำธุรกิจ เช่น นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันทีที่ 450 บาท ซึ่งนโยบายนี้นักลงทุนยังคงให้ความสนใจและติดตามทิศทางว่าจะมีผลสรุปอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจการลงทุนและปรับแผนการลงทุนธุรกิจในประเทศไทย
และ 3.หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณปี 2567 ล่าช้าออกไป เพราะประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลชัดเจน ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐน้อยลง ซึ่งการใช้ใช้งบประมาณในไตรมาส 4/2566 อาจไม่มีการใช้งบประมาณใหม่ในปี 2567 และยังต้องใช้งบประมาณปี 2566 ดังนั้น การใช้จ่ายภาครัฐช่วงเวลาดังกล่าวอาจไม่มีเงินงบประมาณสนับสนุนด้านเศรษฐกิจของประเทศออกมาได้ เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ
ตั้ง รบ.ใหม่ช้า นักลงทุนย้ายถิ่นแน่
น.ส.กิริฎากล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่หากอ้างอิงตามกำหนดการที่ถ้าไม่มีอุปสรรคขัดข้องจะทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบโดยประเมินเป็นรายกรณี หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปจากกำหนดการ 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน เพราะนักลงทุนจะติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้และรอคอยผลสรุปที่แน่ชัด แต่ถ้าการจัดตั้งล่าช้าออกไปถึง 5-6 เดือน นักลงทุนจะไม่รอและตัดสินใจไปลงทุนในประเทศอื่นแทน
ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ที่รอติดตามผลการจัดตั้งรัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนที่มองว่านโยบายภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ เช่น ธุรกิจที่ใช้แรงงานสูง จะรอติดตามนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท แต่ถ้าเป็นนักลงทุนที่มองว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนชั่วรัฐบาล เช่น ธุรกิจมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านด้านสังคมคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาด การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้ยังมีความมั่นใจจะลงทุนในประเทศไทย แต่หลายผู้ประกอบการยังคงรอติดตามว่ารัฐบาลใหม่จะมีโปรโมชั่นอะไรให้กับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบกับมาตรการที่ผ่านมา
“ไทม์มิ่งการจัดตั้งรัฐบาลว่าเร็ว หรือช้าจะสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุน นอกจากนี้ ยังรอดูนโยบายต่างๆ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ หรือนโยบายด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนต้องติดตามว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจในภาพรวม” น.ส.กิริฎากล่าว
คาดท่องเที่ยว-ส่งออกหนุนจีดีพีปี’66 โต 3.5%
น.ส.กิริฎากล่าวอีกว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2566 จะขยายตัวมากกว่ากว่าในครึ่งปีแรก จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การส่งออกไปตลาดจีนและกำลังซื้อในประเทศ ส่วนเงินเฟ้อจะชะลอตัวน้อยกว่า 2% เนื่องจากราคาพลังงานลดลง แต่ยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อจากอีกหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนของผู้ผลิตที่ถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคจากการฟื้นตัวด้านอุปสงค์ ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และคาดดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.25-2.5% ในสิ้นปี 2566 โดยประเมินเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี ทั้งปี 2566 จะขยายตัวได้ 3.5%
“จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5% ในปีที่ผ่านมา ทำให้เงินเฟ้อขึ้น 0.25% ซึ่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ต้นทุนผู้ผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ปรับขึ้นราคาสินค้า และในปีนี้ยังจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้นอยู่” น.ส.กิริฎาระบุ
น.ส.กิริฎากล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากรายรับในภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้เศรษฐกิจเติบโต จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยว 29 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคนในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการส่งออกจะลดลงจากปีที่แล้ว แม้การส่งออกไทยอาจได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจจีน แต่ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจของตลาดส่งออกหลักที่ถดถอย
นอกจากนี้ การบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวทำให้การว่างงานลดลง ก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร การก่อสร้าง การค้าขายและการผลิต และคาดว่าการจ้างงานจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่สูง การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
“หนี้ครัวเรือนที่สูงนับตั้งแต่โควิด-19 ถึงเกือบ 90% ของจีดีพี อาจเป็นปัจจัยจำกัดการบริโภค โดยปัจจุบันสินเชื่อค้างชำระน้อยกว่า 3 เดือน (SML) อยู่ในระดับกว่า 6% จากช่วงก่อนโควิดที่ 3%” น.ส.กิริฎากล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- KTC รับท่องเที่ยวบูม ศก.ฟื้น ตั้งเป้า 2566 พอร์ตสินเชื่อพุ่ง 15% กวาดรายได้ 7 พันล้าน
- เอสเอ็มอีร้อง ‘พิธา’ ช่วย จับเข่าฟื้นธุรกิจ ‘สนั่น’ ชี้ทุนนอกเบรกเข้าไทย ผวาตั้ง รบ.ช้า
- เอกชนหวั่นรบ.ใหม่คลอดช้า ม็อบรวมตัวลงถนน หวั่นฉุดจีดีพี กระทบเงินทุนนอก

