หน้าแรก เศรษฐกิจ SC งัดแผนสำรอ...

SC งัดแผนสำรองตั้งรับ ‘รัฐบาลใหม่’ ดีเลย์ จ่อชะลอลงทุน เชียร์ขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป

21.06.23 | 08:14 น.
แฟ้มภาพ

‘ซีอีโอเอสซี’ เปิดปัจจัยบวก-ลบกระทบตลาดอสังหาครึ่งปีหลัง ท่องเที่ยวดี ดอกเบี้ย ต้นทุนเริ่มชะลอ เหลือการเมืองไม่นิ่ง ตั้งรัฐบาลใหม่ช้า ทุบมู้ดคนซื้อบ้าน กัดฟันคงเป้ารายได้ 2.5 หมื่นล้าน ผุดแผนสำรองตั้งรับ จ่อเลื่อนลงทุนไปปี’67 แนะขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ดูดีแต่ยังไม่ดีอย่างที่คาดการณ์ ในครึ่งปีแรกดีกว่าช่วงโควิด แต่น่าจะดีมากกว่านี้ ทั้งนี้ อยู่ที่ความเชื่อมั่นของคน เพราะยังมีปัจจัยลบหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งวัสดุก่อสร้างและการเงิน รวมถึงหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่สูงขึ้นด้วย แต่ยังมีปัจจัยบวกคือภาคการท่องเที่ยว หลังประเทศเปิด มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้

นายณัฐพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของเอสซียังคงเป้ารายได้ของปีนี้ไว้ 25,000 ล้านบาท เติบโต 15% ยังไม่มีปรับแผนการลงทุน เพราะว่ายังมีความมั่นใจและเชื่อว่าตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก ดูจากยอดขายไตรมาส 2 กระเตื้องขึ้นกว่าไตรมาส 1

“ในครึ่งปีหลัง 2566 มี 3-4 ปัจจัยเป็นทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวก ปัจจัยแรกนักท่องเที่ยวจะทยอยกลับมามากขึ้นเรื่อยๆ ดูจากตัวเลขเดือนมีนาคม-เมษายนเริ่มกลับมาแล้ว ปัจจัยที่ 2 วันนี้สัญญาณต้นทุนการเงินเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นแล้ว ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยเริ่มเห็นการชะลอตัว การปรับขึ้น

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์

แต่ปัจจัยที่ 3 ยังเป็นเครื่องหมายคำถามคือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผมเชื่อว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นของคนอย่างมาก ถ้าได้ความชัดเจนและจัดตั้งได้เร็วภายในปีนี้ ความเชื่อมั่นก็มา งบประมาณทุกอย่างก็จะขับเคลื่อนได้ดี หวังว่าจะชัดเจนในไตรมาส 4 ถ้าล่าช้าสิ่งที่จะเกิดคืองบประมาณไม่ออก เงินขับเคลื่อนในระบบไม่ได้ ความเชื่อมั่นของคนจะลังเลซื้อของชิ้นใหญ่ๆ” นายณัฐพงศ์กล่าว

Advertisement

นายณัฐพงศ์กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เอสซีมีการวางแผนรองรับเป็นแผนบีและแผนซี ถ้าหากเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ซึ่งปัจจุบันเอสซีมีรายได้จาก 2 ธุรกิจ คือธุรกิจบ้านและคอนโดมิเนียม กับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ เช่น ออฟฟิศ โรงแรม ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนสูง ถ้ารายได้และสภาพตลาดไม่เป็นตามที่คิด อาจปรับการลงทุน ชะลอเลื่อนบางอย่างไปลงทุนในปี 2567-2568 แทนที่จะลงทุนหลายๆ อย่างในปี 2566 และจากปัจจัยต่างๆ ทำให้นับจากนี้ไปอีก 6 เดือน ต้องมีการมอนิเตอร์สถานการณ์ทุกเดือน ซึ่งมีบางปัจจัยเป็นปัจจัยลบกลับมาเป็นปัจจัยบวก เช่น ต้นทุนที่เริ่มนิ่ง แต่อาจจะส่งผลบวกในปี 2567 ส่วนเรื่องการเมืองต้องรอความชัดเจน ยิ่งช้ายิ่งคลุมเครือ ยิ่งไม่ชัดเจน ความเชื่อมั่นก็หดหายไป แต่เชื่อว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องมีรัฐบาลแน่นอน

“ปี 2566 ตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มกลับมาแล้ว ทั้งตลาดระดับกลางและระดับบน แต่อาจยังไม่ดีเท่าปี 2562 แต่เชื่อว่าดีกว่าช่วงโควิดที่ชะลอตัวไป 3 ปี โดยช่วงก่อนโควิดคอนโดขายได้ปีละ 200,000-300,000 ล้านบาท พอมีโควิดหายไปเหลือ 70,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้เรามีเปิดคอนโดแบรนด์ใหม่ 2 โครงการคือ โค้บบ์ รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 6,000 ล้านบาท และ โค้บบ์ เกษตร-ศรีปทุม มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นแคมปัสคอนโดโครงการแรกและกำลังดูที่ดินใกล้มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาเพิ่มทั้งทำเลในเมืองและชานเมือง

“ส่วนตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ยังแข็งแรง เราเปิดโครงการใหม่ทุกโครงการยังขายได้ดีอยู่ ถ้าตลาดต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีปัญหาเรื่องการกู้ แต่ยังมีดีมานด์สูง ซึ่งเอสซีมีสัดส่วนตลาดบ้าน 10 ล้านบาทขึ้นไปอยู่ที่ 70% จึงไม่ได้รับผลกระทบมากสำหรับบ้านต่ำ 10 ล้านบาท” นายณัฐพงศ์กล่าว

นายณัฐพงศ์กล่าวถึงทิศทางราคาบ้านว่า ราคาบ้านมีปรับขึ้นทุกปีอยู่ที่แต่ละบริษัท เพราะต้นทุนการพัฒนาโครงการของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ซึ่งปีนี้ปรับขึ้นไปแล้วเพราะเป็นบ้านต้นทุนเดิมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น คาดว่าปี 2567 ราคาบ้านจะปรับขึ้น 3-5% เพราะเป็นบ้านต้นทุนใหม่ อย่างไรก็ตาม จากนโยบายรัฐบาลใหม่จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน ถ้าเป็นไปได้ขอให้ค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าทุกภาคส่วนก็ได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบ

“โดยภาพรวมมองว่าการปรับค่าแรงขึ้นข้อดีทำให้รายได้ของคนทั้งประเทศโดยรวมขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่จะปรับขึ้นด้วยความเร็วขนาดไหน แต่ผมว่าสิ่งที่ควรทำคือไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใครก็ตาม ควรจะต้องพูดคุยกับทุกกลุ่มที่ได้รับความเกี่ยวข้องและทำการบ้านอย่างหนักในการพูดคุยกับหลายๆ ฝ่าย” นายณัฐพงศ์กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง