หน้าแรก เศรษฐกิจ เลขาฯสภาพัฒน์...

เลขาฯสภาพัฒน์ ขอรีแคป ก่อนเทคออฟ ลุ้นจีดีพี 2.7% ห่วงส่งออก แนะปรับโครงสร้างอุตฯ-ขยายท่องเที่ยว

21.06.23 | 12:40 น.

สภาพัฒน์ ลุ้นจีดีพี 2.7% ห่วงส่งออก แนะปรับโครงสร้างอุตฯ-ขยายท่องเที่ยว คาดเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ฝั่งเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจยังมีอุดเศรษฐกิจถึงไตรมาส 1/67

เมื่อเวลา 09.05 น.วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชน จัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า หัวข้อวันนี้คือ Thailand : Take off ซึ่งจริงๆก็คงต้องช่วยกันเทคออฟ

“ปัญหาเราก็มีหลายเรื่อง แต่ว่าก่อนจะเทคออฟ ผมว่าเรามารีแคปกันสักนิดหนึ่งว่าตอนนี้ประเทศไทยเราเป็นอย่างไร ถ้าเราดูจะเห็นว่าในช่วงจากโควิดช่วงตั้งแต่ปี 2564 เศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ ปีที่แล้วเราก็เริ่มขยายตัวได้ต่อเนื่อง เริ่มฟื้นตัว แต่ว่าก่อนจะมาสะดุดนิดหนึ่งในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เพราะว่าการส่งออกเราหดตัวลง 3 เดือนติดกัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงเร็วกว่าที่เราคาดไว้ เพราะฉะนั้นปีที่แล้วการที่เราจะโตได้ประมาณสัก 3% ตามที่คาดการณ์ไว้เลยไปอยู่ที่ประมาณ 2.6% แต่ปีนี้ถ้าดูต้นปีโตได้ประมาณสัก 2.7% แม้ว่า ในช่วงต้นปีการส่งออกยังหดตัวอยู่แต่ก็หดตัวลดลง เพราะฉะนั้นไตรมาสต่อไตรมาสยังคงขยายตัวได้

ต้องขออนุญาตเรียนทุกท่านว่าจริงๆแล้วในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ ก่อนที่จะเทคออฟกัน ปัญหาของเราอยู่ที่ไหน

ปัญหาของเราจริงๆ อยู่ที่ภาคการส่งออก ซึ่งจะพันมาที่ภาคการผลิตของฝั่งอุตสาหกรรมด้วย จริงๆ แล้วการส่งออกที่ลดลงก็ต้องเรียนว่า มันไม่ได้เป็นเฉพาะเราคนเดียว ประเทศผู้ส่งออกรอบๆ บ้านเราในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย เวียดนาม หรืออินโดนีเซียก็ติดลบกันทุกประเทศ อย่างอินโดนีเซียติดลบไป 5.1% ในช่วง 4 เดือนแรก มาเลเซียเองก็ลบไป 6% เวียดนามเองลบไป 11.3% ของเราเอง 4 เดือนแรกติดลบอยู่ประมาณ 4.6% สถานการณ์ก็ดีขึ้น เป็นตัวเร่งหนึ่งที่จะต้องพูดคุยกัน และพยายามหาหนทางที่จะเดินหน้าในการแก้ปัญหาในภาคการส่งออก

Advertisement

สิ่งที่เราต้องมีการปรับโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม สินค้าที่เราเคยผลิตได้และส่งออกได้ อย่างพวกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่เป็นสินค้าตัวชูโรงของเรา ณ วันนี้ มันก็ลดลงเพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน เดิมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ถูกใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ตอนนี้มันเป็นโซลิดสเตตไดรฟ์ ซึ่งเวลาจะทำพวกนี้ก็ต้องมีโรงงานผลิตชิปด้วย ซึ่งอันนี้เราจะต้องพยายามดึงเข้ามา แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จะส่งออกไม่ได้ แต่ยังไปได้อยู่เพียงแต่ว่ามันไปในลักษณะที่เป็นรูปโตๆ ที่ไปใช้กับตัวดาต้าเซ็นเตอร์อะไรพวกนี้ ก็ตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่ต้องเร่งในการปรับ

แต่เรื่องของยานยนต์ก็ยังไปได้ดีอยู่ อุตสาหกรรมอาหารต่างๆก็ยังไปได้ดีอยู่ และที่สำคัญในเรื่องของตัวตลาดก็ต้องเร่งขยายตลาด ในการส่งออกให้มากขึ้น กรอบความร่วมมือต่างๆต้องมีการเร่งเจรจา เพื่อที่จะขยายตลาดของเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปดูตัวเลขที่มอนิเตอร์อยู่ทุกเดือน ล่าสุดในเดือนเมษายน ตัวเลขเดือนพฤษภาจะออกสิ้นเดือนนี้ เป็นตัวคอนเฟิร์ม สิ่งที่ท่านเห็น private consumption (การบริโภคภาคเอกชน) จะเห็นว่าขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในปีนี้เองตัวการบริโภคภายในประเทจะเป็นตัวหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนและพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ของปี

รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวด้วยที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ก็คาดว่าจะมาซักประมาณ 10 กว่าล้านคนแล้ว เพราะมาประมาณเดือนละ 2 ล้านคน เพียงแต่ว่านักท่องเที่ยวจีนอาจจะยังเข้ามาไม่เยอะอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะว่าอาจจะมีปัญหาในเรื่องของตัววีซ่า ซึ่งเรื่องพวกนี้ได้แก้ไขแล้วและทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เร่งไปทำตลาดเพิ่มเติมในประเทศจีนด้วย” นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวต่อไปว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก็คงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจากทางฝั่งยุโรป แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์เหมือนกัน เพราะทางฝั่งยุโรปเอง มีปัญหาในเชิงเศรษฐกิจของเค้าเหมือนกัน แต่อย่างไรก็คิดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา เพราะฉะนั้นในปีนี้เองก็น่าจะได้สักประมาณ 28 ล้านคนอย่างที่คาดการณ์ไว้ หรืออาจจะมากกว่านี้นิดหน่อย

“สิ่งที่เราต้องทำก็คือเราต้องพยายามทำตลาดไปด้วยและพยายามให้เขาอยู่นานขึ้น เพื่อที่จะให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นโปรแกรมการท่องเที่ยวต่างๆ ก็ควรจะต้องมี ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวในประเทศเองก็ต้องมีการโปรโมท

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ นั้น นายดนุชา กล่าวว่า ในปีนี้เองก็ต้องเรียนว่าในช่วงไตรมาส 4/2566 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1/2567 อย่างที่เราทราบกันว่าตอนนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพราะฉะนั้นตัวงบประมาณแผ่นดินปี 2567 ก็คงจะออกได้เร็วที่สุดที่คาดการณ์ไว้ก็คือในไตรมาส 1 ปีหน้า (2567) ทีนี้ถ้าเป็นอย่างงั้น และเงินลงทุนภาครัฐจะเป็นอย่างไร หลายท่านคงมีความเป็นห่วงกัน

ผมเองก็ได้คุยกับทางสำนักงบประมาณแล้ว แล้วก็ดูในส่วนที่ผมรับผิดชอบก็คือในเรื่องของตัวรัฐวิสาหกิจต่างๆ ก็ต้องเรียนว่าในฝั่งของรัฐวิสาหกิจจะมี 2 ประเภท ประเภทหนึ่งก็คือตัวที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ก็คือเป็นปีงบประมาณ แล้วก็มีการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน เงินรายได้ เงินกู้พวกนี้ และอีกประเภทหนึ่งก็คือเป็นพวกที่ใช้ปีปฏิทิน และใช้เงินรายได้ของตัวเอง และเงินกู้ โดยที่เขาไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ อย่างพวกการไฟฟ้าต่างๆ หรือพวกบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) ต่างๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าในฝั่งรัฐวิสาหกิจเองในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือไตรมาส 4 ก็จะมีเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจที่เป็นการเบิกจ่าย เงินลงทุนเข้ามาได้ประมาณ 150,000 กว่าล้านบาท ในฝั่งของรัฐวิสาหกิจ ทีนี้ในฝั่งของงบประมาณแผ่นดินเองมันจะมีโครงการที่เป็นโครงการต่อเนื่อง และเป็นงบประจำ ที่เป็นเรื่องของการ ใช้จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง การใช้จ่ายซื้อของ หรือเรื่องที่เป็นงบการดำเนินงานปกติก็มีออกมาได้อีกประมาณสักเกือบๆ 9 แสนล้านบาท ในไตรมาส 4

เพราะฉะนั้นรวมๆ กันก็อยู่ประมาณสักล้านหนึ่ง ล้านล้านบาทที่จะออกได้ในไตรมาส 4 พอข้ามไปในไตรมาส 1 ปีหน้า ใน given (ในฐานที่คาดการณ์ไว้) จากการคาดการณ์เงินงบประมาณปี 2567 ออกได้ในไตรมาส 1/2567 เพราะฉะนั้นไตรมาส 1 ปีหน้า ในฝั่งของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่เขาสามารถดำเนินการได้โดยที่ไปรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรืออะไรก็ตาม ก็จะมีเงินลงทุนออกมาได้อีกสักประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท

ขณะเดียวกันฝั่งของที่เป็นงบประมาณที่เป็นงบต่อเนื่องผูกพันต่างๆ ก็จะออกมาได้อีกประมาณสัก 7 แสนล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมๆ กัน 2 ไตรมาสนี้คาดว่าจะมีเงินจากฝั่งรัฐที่อัดเข้าไปในระบบได้อยู่ประมาณสัก 1.8-1.9 ล้านล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจได้

ซึ่งอันนี้ก็ given (กรณีฐาน) คาดว่าต้องมีรัฐบาลและทำงบประมาณกันออกให้ได้ภายในต้นปีหน้า เพราะออกแล้วก็ต้องเร่งเบิกจ่ายกันอย่างอุตลุด เพราะไม่งั้นเดี๋ยวมันจะต้องมีเงินอัดเข้าไป” นายดนุชา กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง