‘ก.ล.ต.’ เปิดบ้านรับ 10 หน่วยงาน แจงกรณีหุ้นสตาร์ค ชี้โทษสูงสุดคุก 10 ปี ย้ำเปิดเผยข้อมูลไม่ได้
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากกรณี บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ STARK รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงเหตุกรรมการบริษัทประกาศลาออกพร้อมกัน 7 คน ต่อมามีการส่งงบการเงินปี 2565 ไม่ทัน ขอเลื่อนการส่งงบออกไปก่อน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขายชั่วคราว (เอสพี) จนราคาหุ้นปรับลดลงไปต่ำสุดที่ระดับ 0.010 บาทต่อหุ้น
นายธวัชชัยกล่าวว่า เบื้องต้น ก.ล.ต.ดำเนินการอย่างเต็มที่ภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย อาทิ สั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ขยายขอบเขตการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เพิ่มเติม และการแจ้งเตือนผู้ลงทุน พร้อมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
นายธวัชชัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่ ก.ล.ต.ดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลคือการดูแลผู้ชำระหุ้นกู้และดูแลผู้ลงทุน ส่วนแนวทางการเยียวยานั้น ขณะนี้ทั้ง ก.ล.ต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนทั้งหมดจะพิจารณาการช่วยเหลือในขอบเขตของตัวเอง ก่อนจะนำมาหารือร่วมกัน เพื่อประสานเป็นความช่วยเหลือที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายธวัชชัยกล่าวถึง การบังคับใช้กฎหมาย ว่าปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก อย่างในช่วงบ่ายวันนี้จะไปพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง ส่วนจะดำเนินการกับผู้ใดบ้าง ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจากมีผลทางคดี อาทิ สิ่งที่เกิดขึ้นมีข้อสงสัยว่าเป็นเพราะมีการกระทำความผิดในบริษัทหรือไม่นั้น กรณีลักษณนี้มีโทษกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว คือการจำคุกสูงสุด 10 ปี ซึ่ง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการทำงานตามขั้นตอนต่อไป
“การที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลที่มีการปรับปรุงตัวเลขในงบการเงิน แสดงให้เห็นถึงข้อมูลที่เปิดเผยไม่ถูกต้องเป็นสาระสำคัญ ก.ล.ต.จึงตรวจสอบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เนื่องจากกรณีดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนจะมีใครเกี่ยวข้องด้วยก็ต้องตรวจสอบต่อไป ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครเป็นพิเศษ” นายธวัชชัยกล่าว
ด้าน นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้นิ่งนอนใจในการดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนมีข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงพอ และทันเวลา ทั้งด้านการติดตามให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือการเตือนผู้ลงทุนด้วยการออกข่าวเตือนต่างๆ ยืนยันว่า บจ.ไทยมีคุณภาพที่ดี สะท้อนได้จากมี บจ. 12 รายที่ติดอันดับโลก แต่ต้องยอมรับว่า บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯยังดีไม่หมด จึงต้องมีการตรวจสอบร่วมกันเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากตลาดทุนไม่ได้เป็นความดูแลของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่จดทะเบียน ซื้อขาย บริหารจัดการ มีทั้งนักวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบบัญชีในการดูแลตามหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องสร้างความสมดุลในการทำงานต้องง่าย และเอาผิดได้รวดเร็วอย่างเหมาะสมด้วย
“หากเทียบกับกรณีหุ้นมอร์ ต้องบอกว่าไม่ได้เหมือนกันเลย เพราะหุ้นมอร์มีผู้เสียหาย 10 กว่าราย ที่มีการฟ้องร้อง และมีการระงับบัญชีกันได้เร็ว กรณีนี้มีความต่างกัน เนื่องจากหุ้นสตาร์คต้องใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียหายค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลที่ทำได้ยากกว่า
“ส่วนเรื่องการตั้งคำถามถึงการตั้งเกณฑ์ชี้วัดหุ้นระดมทุนใหม่ (ไอพีโอ) จะต้องมีบริษัทใหม่ๆ เข้ามาในตลาดทุนต่อปีตามดัชนีชี้วัด (เคพีไอ) ยืนยันว่าตลาดหลักทรัพย์ฯไม่เคยมีเกณฑ์เหล่านี้ เพียงแค่อิงตามภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตขึ้น แล้วดูว่ามีบริษัทควรเข้ามาใช้ตลาดทุนมากน้อยเพียงใดเป็นหลัก” นายภากรกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สกู๊ปหน้า 1 มติชน : เขย่าตลาดหุ้นไทยหายนะสตาร์ค
- ก.ล.ต.ร้องทุกข์สอบสวนกลาง ดำเนินคดีผู้ต้องหาหุ้นMore เพิ่ม 32 ราย เสียหาย 800 ล้าน

