เศรษฐา เผยที่มาเงินแล้ว ออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แจก 50 ล้านสิทธิ
เมื่อวันที่ 14.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน นายเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงความคืบหน้าโครงการเงินดิจิทัล โดย ระบุว่า จะมอบสิทธิการใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป รายได้ไม่ถึง 70,000 บาท ต่อเดือน และมีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บาท
โดยให้สิทธิครั้งแรก 6 เดือน หลังจากโครงการเริ่ม ขยายพื้นที่ครอบคลุม ระดับอำเภอ คาดว่าจะเริ่มได้ พฤษภาคม 2567
โครงการดังกล่าว จะช่วยกระตุกเศรษฐกิจที่ซบเซา โดย
– ใส่เงิน 10,000 บาท ในกระเป๋าดิจิทัล
– ต้องใช้ภายในอำเภอ ตามบัตรประชาชน
– เงินต้องใช้ครั้งแรกใน 6 เดือน
– โครงการสิ้นสุด เมษายน 70
– ประชาชนไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น หรือแลกเป็นเงินได้
– ต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ
– ใช้สำหรับซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น
ทั้งนี้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ไม่สามารถใช้ซื้อของที่เป็นอบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ , ไม่สามารถซื้อบัตรกำนัลบัตรเงินสด เพชร พลอย ทองคำ อัญมณี, ไม่สามารถชำระหนี้ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติได้ , ไม่สามารถจ่ายค่าเทอม ค่าเรียนได้ , ร้านค้าไม่ต้องจด VAT เพื่อรับเงิน และ ร้านค้าที่จะขึ้นเงินได้ต้องอยู่ในระบบภาษี
นายเศรษฐายังได้ชี้แจงรายละเอียดที่มาของงบประมาณโครงการว่า คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดในการดำเนินนโยบายนี้ คือการออก พรบ.เป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา ซึ่งมั่นใจว่า จะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา และเป็นไปตามมาตรา 53 พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พรบ.การกู้เงินดังกล่าวจะระบุวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ระยะเวลาในการกู้เงิน แผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ วงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายเงินกู้ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินแผนงานหรือโครงการที่ใช้จ่ายเงินกู้ในโครงการ Digital Wallet ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
“และรัฐบาลจะทำการกู้เงิน ก็ต่อเมื่อ มีการนำเงินไปใช้และนำมาขึ้นเป็นเงินสด ซึ่งนี่จะเป็นการทำให้เงินในระบบทั้งหมดใหญ่ขึ้นกว่า 500,000 ล้าน ซึ่งจะหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยยะ ผสมกับงบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวไปทั้งหมด ทุกท่านไม่ต้องห่วงเรื่องของการใช้เงินคืน รัฐบาลจะมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาเพื่อจ่ายคืนเงินส่วนที่เป็นเงินกู้ตลอดระยะเวลา 4 ปี”
นายเศรษฐายังได้เสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มเติมจากกระเป๋าเงินดิจิทัล อีก 2 นโยบาย คือ นโยบาย e-refund เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายร้านค้าออนไลน์ และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อนำมาต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ๆของประเทศ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เป็นต้น
“นโยบาย Digital Wallet ไม่ใช่การสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้ แต่เป็นการเติมเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาล (Partnership) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ผ่านสิทธิการใช้จ่าย 10,000 บาทครับ” นายเศรษฐา กล่าว

