ประกาศแล้ว! อุตสาหกรรม คราฟท์เบียร์ไทย ปลดล็อก บรรจุขวด ใส่KEG ขายนอกโรงเบียร์
จากกรณี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา เว็บไชต์ราชกิจจานุเษกษา ได้เผยแพร่ประกาศ กฎกระทรวง การผลิตสุรา 2568 โดยมีสาระสำคัญ เกี่ยวกับแวดวงการผลิตสุราและเบียร์ รวมถึงขั้นตอนการบรรจุ KEG เพื่อนำไปจำนวน นอกโรงเบียร์ และอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ
โดย เหตุผลใน การประกาศ ใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตผลิตสุราให้สอดคล้องกับมาตรา 153 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.พ.ศ. 2568 เพื่อส่งเสริม
ขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า รวมทั้งขยายโอกาสและลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับการผลิตสุรา โดยคำนึงถึงมาตรฐานการผลิตสุราเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และยังคงไว้ ซึ่งหลักการสำคัญในเชิงประโยชน์ของรัฐ ที่มีเป้าประสงค์ให้การบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ต่อมา สมาคมฯคราฟท์เบียร์ ได้ออกอธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า จากวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ตัวแทนสมาคมฯคราฟท์เบียร์ได้เข้าร่วมหารือกับคณะกรรมาธิการ เพื่อหาทางออกในการปรับแก้กฎกระทรวงฉบับนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับผู้ประกอบการรายย่อย
ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษา ว่าด้วย กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ประกาศบังคับใช้แล้ว ดยจะขอสรุปใจความสำคัญที่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ไทยของเรา นั่นคือ
โรงเบียร์ ประเภท 3 (Brewpub)
สามารถบรรจุเบียร์ลง KEG ที่ได้มาตรฐานและได้รับการตรวจสอบแล้วได้

โรงเบียร์ขนาดเล็ก ประเภท2 (กรณีใช้กำลังเครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้า)
-ไม่จำเป็นต้องจดใบอนุญาตโรงงาน
-สามารถบรรจุเบียร์ลงขวด/กระป๋องได้-ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพาสเจอร์ไรซ์ หากมีวิธีการอื่นที่สามารถรักษาคุณภาพของเบียร์ได้ เช่น การขนส่งระบบเย็น (Cold Chain) อย่างไรก็ตามให้รอประกาศกำหนดเรื่องมาตรฐานเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จากอธิบดีอีกครั้ง
ด้าน คุณประภาวี หรือบะหมี่ เหมทัศน์ เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ถึงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า กฎหมายกระทรวงฉบับดังกล่าวนั้นเรียกได้ว่า สร้างความคึกคัก กับ ผู้ประกอบการ ต่างก็ตื่นเต้นและพูดคุยกันถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะกฏหมายนี้เปิดให้ทั้งรายเล็ก กลาง และใหญ่ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมได้ คาดว่าจะได้เห็นสินค้าที่หลากหลายและมีคุณภาพเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
เมื่อถามว่าการเกิดใหม่ของโรงเบียร์ในตลาดแนวโน้มหลังจากฎหมาประกาศนั้น จะเพิ่มสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหน
คุณประภาวี กล่าวว่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีการปลดล็อกเรื่องกำลังผลิต มีโรงเบียร์เล็กเกิดขึ้นมากและทั่วประเทศ หลายโรงตอนนี้ก็เตรียมตัวบรรจุเบียร์ออกจำหน่าย และหลายโรงก็อยู่ในช่วงขออนุญาต เชื่อว่าจะมีโรงเบียร์ใหม่ๆ หลากหลายขนาด เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นอย่างแท้จริง
เมื่อถามต่อว่ายังมีข้อกังกลเรื่องการควบคุมคุณภาพหรือกังวลมีข้อกังวลอื่น หรือไม่
คุณประภาวี อธิบายว่า เบียร์เป็นสินค้าที่ถูกควบคุมด้วยกติกาที่เข้มงวดกว่าสุราประเภทอื่นอยู่แล้ว และผู้ผลิตเบียร์ในไทยได้พิสูจน์แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ได้พัฒนาสินค้าและอุตสาหกรรมให้ดีขึ้นมาตลอด ไม่ว่าในข้อจำกัดแบบใด

เพราะฉะนั้น การผ่อนคลายเรื่องใบอนุญาตจะทำให้เราพัฒนาได้ยิ่งไปอีก ส่วนเรื่องการควบคุมต่างๆ ทางกรมสรรพามิตได้พูดคุยรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการมากขึ้น คิดว่าถ้ามีการควบคุมใดที่ยากและเป็นอุปสรรค ก็จะสามารถเข้าไปปรึกษาหารือกับทางกรมได้และปรับจูนร่วมกัน
คุณประภาวี ยังกล่าวต่อว่า สำหรับการการพัฒนาต่อยอด องค์ความรู้ คราฟท์เบียร์ ในประเทศไทยนั้น ผู้ผลิตเบียร์ในไทย มีการผลักดันกันมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการประกวดและสนับสนุนสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรจะต้องทำ หลังจากนี้น่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น รวมถึงการรวบรวมองค์ความรู้และมาตรฐานต่างๆ ให้เป็นกิจลักษณะเพื่อผู้ประกอบการรุ่นต่อไปจะสามารถหยิบไปใช้ได้ง่ายขึ้น

