เอกชนท่องเที่ยวชูเอไอเดินหน้าปั้น ศก.ผู้มาเยือน หวังดันมูลค่าศก.แตะ 6 ล้านล้านบาท
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องวางยุทธศาสตร์ Thailand Visitor Economy 2035 เนื่องจากโลกกำลังแข่งกันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ประเทศไทยต้องวางจุดยืนให้ตัวเอง เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สหรัฐกำลังเป็นผู้นำด้านเอไอ และเทคโนโลยีดิจิทัล จีนกำลังเร่งสร้างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไต้หวันครองความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นยังคงรักษาความได้เปรียบด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทย แม้เริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเอไอ เทคโนโลยีดิจิทัล และเศรษฐกิจนวัตกรรมมากขึ้น แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี จึงต้องเร่งเดินหน้าพัฒนาเร็วที่สุด โดยในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ จะมีการประชุมเฟตต้า (FETTA) หรือ สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย เพื่อผลักดันภาคการท่องเที่ยวร่วมกัน
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่เพราะลงทุนสร้างระบบวิจัยและพัฒนา (R&D) มาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 20-40 ปี จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งการพัฒนาคน ระบบการศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20-40 ปี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ประเทศไทยจะมีเอไอหรือไม่ แต่คือ ระหว่างทางสู่อนาคต ประเทศไทยจะใช้เครื่องยนต์อะไรในการสร้างรายได้ สร้างงาน และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยคำตอบอยู่ตรงหน้าเรามาตลอด เครื่องมือคือ การท่องเที่ยว ถือเป็นเซฟโซนที่ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบ เพราะแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่โดดเด่น มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ มีอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ระบบบริการที่สร้างความประทับใจ และมีความเป็นมิตรที่กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์โดยธรรมชาติของประเทศ จุดแข็งเหล่านี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในเวลาอันสั้น และเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศคู่แข่งจำนวนมากไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ แต่ในขณะเดียวกัน โลกการท่องเที่ยวก็ไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เดินทางบ่อยขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคย การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่การมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้านข้อมูล เทคโนโลยี ประสบการณ์ การเข้าถึง และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้มาเยือนอย่างแม่นยำ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Tourism Industry) ไปสู่ Visitor Economy หรือเศรษฐกิจแบบผู้มาเยือน
“การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ใช้จ่ายเฉพาะค่าโรงแรมหรือค่าทัวร์เท่านั้น แต่ใช้จ่ายกับสายการบิน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า การศึกษา อสังหาริมทรัพย์ การเดินทาง กีฬา วัฒนธรรม ความบันเทิง และบริการดิจิทัลอีกมากมาย Visitor Economy จึงเป็นแนวคิดที่มองผู้มาเยือนเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า Thailand Visitor Economy 2035 ไม่ใช่แผนการท่องเที่ยวแบบเดิม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6 ล้านล้านบาทต่อปี เพิ่มการจ้างงานใหม่ไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง กระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนทั่วประเทศ ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก โดยในอนาคต การบริหารจัดการการท่องเที่ยวจะไม่ได้วัดจากจำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางได้ตลอดทั้งเส้นทาง เมื่อมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน



