หน้าแรก เศรษฐกิจ ทย.-ธนารักษ์ ...

ทย.-ธนารักษ์ จับมือเซ็น MOU ปลดล็อกเวลาเช่าพื้นที่สนามบินจาก 3 ปี เป็นสูงสุด 30 ปี ดันลงทุน-เพิ่มรายได้สนามบินภูมิภาค

22.06.26 | 19:13 น.

ทย.-ธนารักษ์ จับมือเซ็น MOU ปลดล็อกเวลาเช่าพื้นที่สนามบินจาก 3 ปี เป็นสูงสุด 30 ปี ดันลงทุน-เพิ่มรายได้สนามบินภูมิภาค

ที่กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เวลา 13.00 น. กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ร่วมกันลงนามในบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การมอบอำนาจให้ ทย. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นายอัครุคม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าตามนโยบายการขับเคลื่อนและเพิ่มรายได้ให้กับท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่ากระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการผลักดันให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development) โดยตนได้เร่งรัดให้ ทย. ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มรายได้เข้าสู่รัฐ ทั้งรายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) และรายได้จากกิจการอื่น (Non-Aero Revenue) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและ ทย. ได้หารือร่วมกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอศักยภาพของท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ดึงดูดให้เปิดเส้นทางบินใหม่ เส้นทางข้ามภูมิภาค รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้สนามบินภูมิภาคเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทาง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของการเพิ่มรายได้จากกิจการอื่น และการบริหารพื้นที่เช่าภายในท่าอากาศยาน ที่ผ่านมาพบว่าอุปสรรคสำคัญ คือ ขั้นตอนการดำเนินงานที่ต้องอนุมัติข้ามกระทรวง ทำให้ดึงผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เข้ามาได้ช้า จึงได้สั่งการให้ ทย. ร่วมหารือกับกรมธนารักษ์เพื่อหาทางออกร่วมกัน จนเกิดกรอบความร่วมมือที่จะช่วยลดขั้นตอนของระบบราชการ ทำให้ ทย. สามารถบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) ระหว่าง กรมท่าอากาศยาน กับ กรมธนารักษ์ เรื่อง การมอบอำนาจให้ ทย. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้ จะเป็นการมอบอำนาจให้ ทย. มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการที่มีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 500 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในท่าอากาศยานเป็น ไม่เกิน 10 ปี และพื้นที่ภายนอกท่าอากาศยาน ไม่เกิน 20 และ 30 ปี ตามขนาดพื้นที่เช่า รวมถึงให้ ทย. มีอำนาจดำเนินคดีในกรณีที่เอกชนทำผิดสัญญา ซึ่งการลดขั้นตอนของระบบราชการนี้ ทำให้ ทย. สามารถจัดหาร้านค้า การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอีกด้วย

“การเซ็นMOU วันนี้ระหว่างกรมธนารักษ์และกรมท่าอากาศยาน จะทำให้สัญญาขยายเวลาเป็น 10 ปี 20 ปี และ 30 ปี ซึ่งคุ้มค่าแก่การลงทุน และเป็นการส่งเสริมทางการค้าพาณิชย์ และเศรษฐกิจภูมิภาครอบๆของสนามบินกรมท่าอากาศยาน ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ ชุมพร ตรัง หรือ แพร่ พิษณุโลก เป็นต้น” นายภัทรพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า การเซ็นเอ็มโอยูครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่นำไปสู่การจูงใจให้มีการมาลงทุน อย่างไรก็ตาม กรมท่าอากาศยานต้องขอขอบคุณกรมธนารักษ์ที่ไว้วางใจมอบอำนาจสัญญาระยะยาว ทั้งนี้ การพิจารณาระยะเวลาสัญญาเช่าแก่ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนในท่าอากาศยาน กรมท่าอากาศยานจะมีการพิจารณาว่ากิจการที่ประกอบในท่าอากาศยานจะเหมาะกับช่วงเวลาไหน เพราะถ้าระยะเวลายาวค่าแรกเข้าก็ต้องมากขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อหาจุดที่เหมาะสมและให้ผู้ประกอบการเดินได้ จะมีการกำหนดเวลาสัญญาเช่าให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นเหตุผลในการช่วยให้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในท่าอากาศยานมากขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปีแรก ทย. จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากโดยเฉพาะค่าแรกเข้า ส่วนในช่วงต่อไปจะมีรายได้ส่วนมากจากค่าเช่า โดยคาดว่าหากมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นจำนวนมากจะส่งผลให้ ทย.มีรายได้ในส่วนค่าเช่ามากขึ้น 2 เท่า

“ค่าแรกเข้า ซึ่งเป็นค่าที่นักธุรกิจต้องแข่งขัน ประมูลกันว่าใครจะได้ล็อกนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมในธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องไปศึกษาความเหมาะสมว่าสามารถจ่ายได้เท่าไหร่เพื่อจะได้ชนะ ทุกล็อกที่เปิดให้มีการประมูลสามารถประมูลได้ ยกเว้นบางกรณีที่เป็นที่ทำการสายการบิน” นายดนัย กล่าว

นายอัครุคม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลงในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ตามยุทธศาสตร์แวลูของกรมธนารักษ์ และเป็นการปรับกลไกในการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานในปัจจุบัน โดยมีการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายที่ราชพัสดุ และภายใต้หลักธรรมาภิบาย และภายใต้การกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ การมอบอำนาจดังกล่าวไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวกในด้านการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้มีการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน ผู้โดยสาร และก็ผู้ประกอบการในพื้นที่

“ด้านการจัดเก็บรายได้ กรมท่าอากาศยานจะเป็นผู้จัดเก็บ และส่งให้กับกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานจะได้ 10% จากรายได้ทั้งหมดเข้าสู่เงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้บริหารกรมท่าอากาศยาน” นายอัครุคม์ กล่าว