พณ.ชี้ส่งออกพค.โต10.6% คาดทั้งปีพรวด8%ทุบสถิติ ยางราคาดีลุ้นพุ่งแตะ100บ.
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.6% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว 8.6% ส่วนการนำเข้า 40,044 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35.1% และไทยขาดดุลการค้า 5,711 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ส่งออก 5 เดือนแรก 2569 มีมูลค่ารวม 162,085 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 17% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัว16.7% การนำเข้ารวม 187,295 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 35.6% และขาดดุลการค้ารวม 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 5 เดือนแรกไทยได้ดุลการค้าสหรัฐรวม 26,976 ล้านเหรียญสหรัฐ และขาดดุลการค้ากับจีนรวม 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยขับเคลื่อนส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง คือความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ปัจจัยเร่งจากการนำเข้าของประเทศคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานตึงตัว และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กลุ่มสินค้าหลักยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องส่งวิทยุ เครื่องโทรศัพท์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่สินค้าเกษตร อย่าง ทุเรียนและเงา เติบโตได้ดี ขณะที่สินค้าเกษตรกลุ่มศักยภาพ เช่น ถั่วเขียวผิวมัน กาแฟ และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ แม้สัดส่วนมูลค่าน้อย แต่อัตราขยายตัวโดดเด่น รวมถึงตลาดส่งออกหลัก ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อาเซียน และสหภาพยุโรป ยังบวกเป็นส่วนใหญ่
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การส่งออกไทยช่วง 7 เดือนที่เหลือ แนวโน้มยังขยายตัวในอัตราลดลงจากช่วง 5 เดือนแรก ปัจจัยกดดันสำคัญคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาภายใต้การใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐ ทั้งกำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) และ แรงงานบังคับ (Forced Labor) อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกันภาคการส่งออกไทยคงได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มผ่อนคลายลงเป็นลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกระยะต่อไปยังสามารถรักษาสมดุลการเติบโตไว้ได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงประเมินการส่งออกทั้งปี 2569 อยู่ระดับดีถึงดีสุด คาดการณ์ขยายตัว 8% หรือมีมูลค่าประมาณ 3.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 11.7 ล้านล้านบาท) เท่ากับเฉลี่ย 7 เดือนที่เหลือของปีนี้ ต้องมีมูลค่าส่งออก 29,245 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือรวมเป็นมูลค่า 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ บนสมมุติฐานค่าเฉลี่ยทั้งปีคือ จีดีพีไทยเกิน 2% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ ค่าเงินบาทเฉลี่ย 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า หากขยายได้ตามเป้าหมาย 8% และมูลค่าเกิน 3.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตัวเลขส่งออกมากสุดเป็นประวัติการณ์ หากสถานการณ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากนี้ รวมกับมาตรการเชิงรุกในหลายมิติ เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ มุ่งเน้นการเฝ้าระวังและรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่เร่งปรับโครงสร้างสินค้าส่งออกสู่กลุ่มมีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทย มีโอกาสส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้2 หลัก ในส่วนของ Forced มีความเสี่ยงต่อส่งออกสินค้าไทย อาทิ ยานยนต์ เม็ดพลาสติก เป็นต้น สหรัฐกำลังพิจารณาว่าจะคง 10% หรือขยับเป็น 12.5% สินค้าไทยส่งไปสหรัฐกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนมูลค่าประมาณ 7.9% ของมูลค่าทั้งหมด ดังนั้นหากกลุ่มนี้เจอภาษีสูงขึ้นจากถูกเก็บ10% น่าจะมีผลอีกเล็กน้อย
ที่จ.ตรัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ ตำบลควนปริง อำเภอเมือง ต่างเร่งนำน้ำยางสดมาขายยังจุดรับซื้อ หลังฝนหยุดตก 1 วัน หลังจากในพื้นที่จังหวัดตรังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องมายาวนานร่วม 2 เดือน
ชาวสวนยางรายหนึ่ง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงฤดูปิดกรีด ไม่สามารถกรีดยางพาราได้ เพิ่งจะเปิดกรีดได้เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่หลังเปิดกรีดมาได้ประมาณ 2 เดือน ปรากฏว่าเกิดฝนตกเกือบทุกวัน ทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้ แม้ราคายางจะดีขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปิดกรีด ตอนนั้นน้ำยางสดราคากิโลกรัมละ 60 บาท หลังจากนั้นราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง จนล่าสุดวันนี้ (25 มิถุนายน) ราคาน้ำยางสดกิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนเศษยางราคากิโลกรัมละ 32-33 บาท
“แต่โชคร้ายพอราคายางดีขึ้น ฝนก็ตกเกือบทุกวัน ทำให้กรีดไม่ได้ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ฝนหยุดตกให้สามารถกรีดยางได้ประมาณ 3 วันเท่านั้น ที่เหลือฝนตกกรีดไม่ได้ บางคืนฝนหยุดตกออกกรีดประมาณ 01.00 -02.00 น. แต่หลังกรีดแล้วเสร็จ ยังไม่ทันได้เก็บน้ำยาง ปรากฏว่าฝนตกลงมา ทำให้เก็บน้ำยางไม่ได้ก็มี ขณะนี้น้ำยางยังออกน้อย เพราะเพิ่งจะเปิดกรีด ดังนั้น แม้ราคายางดี แต่ก็แทบจะไม่ได้อะไร นอกจากนั้นบางรายรับจ้างกรีด ต้องแบ่งกับเจ้าของสวนอัตราส่วน เจ้าของ 60 คนกรีด 40 อีกด้วย” ชาวสวนยาง กล่าว
ขณะที่ชาวสวนยางอีกราย กล่าวว่า ตนและชาวบ้านอีกหลายรายยอมออกไปกรีดยางตอนหัวค่ำประมาณ 19.00 น. เก็บน้ำยางเสร็จประมาณ 02.00 น.เอาไปไว้ที่บ้านก่อนรอมาขายตอนเช้า เพราะกลัวว่าหากออกกรีดตามเวลาปกติ เช่น 01.00–05.00 น. ฝนจะตกลงมาทำให้กรีดไม่ได้ หรือเก็บน้ำยางไม่ทัน จึงยอมออกกรีดแต่หัวค่ำ เพราะขณะนี้ยางราคาดี จึงต้องยอม มีกระแสข่าวว่าราคายางจะขึ้นอีกอาจถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ทุกคนต่างดีใจ บอกว่าขออย่าให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท ก็พอใจแล้ว เพราะราคานี้ดีที่สุดในรอบหลายสิบปี เพราะชาวสวนขายได้อยู่ที่ 3 กิโลกรัม 100 บาท มายาวนาน ตอนนี้ดีขึ้น แต่ข้าวของราคาแพง และไม่ได้กรีดเท่าที่ควร เพราะฝนตก
นายสุชาติ หุ้นย่อง พ่อค้ารับซื้อน้ำยางสด กล่าวว่า เปิดกรีดมา 2 เดือนแล้ว แต่ฝนตกตลอด ชาวบ้านเพิ่งได้กรีด แต่ก็มีชาวบ้านหลายรายยอมกรีดตอนหัวค่ำเพื่อหลบฝน เพราะฝนมักตกตอนหัวรุ่ง ก่อนหน้านี้ราคาขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 83 บาทแล้ว แต่ก็ปรับราคาลงมาอีก แต่รับทราบจากทางโรงงานระบุว่าราคาจะขึ้นไปอีกถึงกิโลกรัมละ 96 บาท เชื่อว่าราคาจะถึงตามนั้น หรืออาจถึง 100 บาท เพราะตอนนี้พื้นที่สวนยางเหลือน้อย เนื่องจากที่ผ่านมาราคายางไม่ดี ทำให้คนหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน และพืชชนิดอื่นแทน ขณะเดียวกันพื้นที่ที่เหลือ น้ำยางก็ยังออกน้อย และฝนตกบ่อย ทำให้กรีดไม่ได้ แม้ราคาจะดี แต่ชาวสวนก็ยังไม่ได้อะไร

