หน้าแรก เศรษฐกิจ เคทีซี เพิ่มแ...

เคทีซี เพิ่มแต้มต่อเอสเอ็มอีไทย หวังสงครามยุติดันกำลังซื้อฟื้นตัว หนุน ศก.โตเกิน 2.5%

25.06.26 | 22:36 น.

เคทีซี เพิ่มแต้มต่อเอสเอ็มอีไทย หวังสงครามยุติดันกำลังซื้อฟื้นตัว หนุน ศก.โตเกิน 2.5%

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดการณ์จีดีพีมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 2.5% สูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ที่ 2.3% หากปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงโดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่สามารถทำข้อตกลงกันได้แล้วในเบื้องต้น โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งบริหารจัดการหนี้เสียและออกมาตรการเพิ่มแต้มต่อเพื่อช่วยคนตัวเล็กหรือกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีให้อยู่รอดในระยะยาว

“คาดว่าสหรัฐและอิหร่านอาจมีการเจรจาสงบศึกกันได้ชัดเจนมากขึ้นภายในไตรมาสนี้ เนื่องจากปัจจัยการเลือกตั้งในสหรัฐช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจำเป็นต้องหยุดสงครามให้ได้ ซึ่งหากสงครามหยุดลงจริง จะส่งผลบวกโดยตรงต่อราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่จะปรับตัวลดลงในปีหน้า ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ต้องกอดอก เพื่อระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างหนักจนกำลังซื้อในประเทศถดถอยลงไป” นายณพพงศ์ กล่าว

นายณพพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 นี้ อาจยังเห็นภาพธุรกิจขนาดเล็ก (Small) และขนาดกลาง (Medium) บางส่วนที่แบกรับต้นทุนไม่ไหวต้องทยอยปิดตัวและมีคนตกงานบ้าง แต่คาดว่าเป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งอาจต้องรอการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้นในไตรมาส 1/2570 ที่มีแรงส่งจากไตรมาส 4/2569 ถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) และมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการปรับตัวของเอสเอ็มอีคือ ภาระหนี้สิน ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนและหนี้การค้าพุ่งสูงถึง 87-90% ของยอดขาย จึงเสนอให้รัฐบาลนำหนี้เหล่านี้ออกมาบริหารจัดการนอกกระเป๋าผู้ประกอบการ อาทิ การจัดตั้ง AMC หรือมาตรการพักชำระหนี้เป็นเวลา 2 ปี เพื่อเติมเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ตรวจการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การเข้าสู่สังคมอายุยืน ที่กำลังเปลี่ยนทั้งโครงสร้างแรงงานและพฤติกรรมผู้บริโภค 2.ปัญหาผลิตภาพ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และ 3.ความท้าทายในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในโลกที่ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ประสบการณ์ และความแตกต่างของสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือสำคัญต่อการเติบโต สสว.จึงมุ่งทำหน้าที่เป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจ โดยเน้นการยกระดับองค์ความรู้และทักษะของผู้ประกอบการ ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เปิดโอกาสใหม่ด้านตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลและบริการภาครัฐให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้จริง

Advertisement

น.ส.เนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลและประสบการณ์ทำงานร่วมกับร้านค้าสมาชิกทั่วประเทศ พบว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายและชำระเงินด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของลูกค้า การสร้างความสะดวกในทุกจุดสัมผัส และการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าจะเป็นเพียงระบบรับชำระเงินเท่านั้น โดยข้อมูล Payment Data Indicators จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ เดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่าการชำระเงินอีเพย์เมนต์ของคนไทยเติบโตต่อเนื่องในหลายรูปแบบทั้งบัตรเครดิต / บัตรเดบิต / Thai QR PromptPay / e-money  / Internet & Mobile Banking เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ถือเป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลต่อการปิดการขาย และโอกาสในการกลับมาซื้อสินค้าหรือบริการซ้ำของลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีทางเลือกการรับชำระเงินครบ

น.ส.เนาวรัตน์ กล่าวว่า เคทีซีให้บริการระบบรับการชำระเงินดิจิทัล เพย์เมนต์ สำหรับธุรกิจร้านค้ามีหน้าร้านและร้านค้าออนไลน์ รองรับบัตรเครดิต บัตรเดบิต (วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี ยูเนี่ยนเพย์ และ ITMX) พร้อมเพย์ และอาลีเพย์พลัส อี-วอลเลตกว่า 30 ประเทศ ตอบโจทย์ลูกค้าคนไทย และนักท่อเที่ยวต่างชาติ ซึ่งข้อมูลร้านค้าสมาชิกของเคทีซีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีปริมาณรายการเติบโต 6.8% โดยเฉพาะรายการชำระเงินออนไลน์เติบโต 13.8% และบัตรเครดิตเติบโตถึง 19.6% กับมูลค่าเฉลี่ยต่อรายการกว่า 4,000 บาทต่อบิล สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงกำลังซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น