‘ลามิน่า’ มองครึ่งปีหลัง แนะรัฐต้องสร้างความเชื่อมั่น-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ
- ภาคธุรกิจไม่ควรรอรัฐอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน น.ส.จันทร์นภา สายสมร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงถึงมุมมองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ว่า ภาคธุรกิจไม่ควรรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาศักยภาพขององค์กรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ คือการสร้างความมั่นคงทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้จากความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกประเทศ
“เราไม่เคยตั้งความหวังว่ารัฐจะเข้ามาช่วยเหลืออะไรเลย เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่เราฝากความหวังไว้กับการพัฒนาตัวเอง เรายังให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก สิ่งที่เราทำได้คือมองกลับมาที่ตัวเรา ทีมงานของเรา และบริษัทของเรา ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดขายลดลง ลูกค้าน้อยลง หรือบริการมีปัญหา เราต้องกลับมาดูตัวเองก่อนว่าเราปรับปรุงอะไรได้บ้าง” น.ส.จันทร์นภา กล่าว

- แนะยกระดับศักยภาพศก.ประเทศ
น.ส.จันทร์นภา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงการลดอุปสรรคและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้ด้วยความแข็งแกร่งของตนเอง
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเหมือนแรงส่งในระยะสั้นที่ช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว หากภาคธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น มีแรงงานที่มีคุณภาพ และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ก็จะช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนได้มากกว่า เพราะท้ายที่สุดแล้วเศรษฐกิจจะเติบโตได้จากความเข้มแข็งของภาคการผลิต ภาคบริการ และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ควรทำควบคู่กันไป” น.ส.จันทร์นภา กล่าว
- เอสเอ็มอีฐานสำคัญระบบเศรษฐกิจ
น.ส.จันทร์นภา กล่าวว่า นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือการสนับสนุนผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยแต่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการต่างประเทศ ภาครัฐจึงควรมีมาตรการที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
“เอสเอ็มอีเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน หากผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ ก็จะช่วยสร้างรายได้ กระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน และทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้น การช่วยเหลือจึงไม่ควรเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่ควรมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว” น.ส.จันทร์นภา กล่าว


