
การใช้‘เอไอ’อย่างมีธรรมาภิบาลตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
“ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทต่อการทำงานของภาคธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จากรายงานของ PwC บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชีสัญชาติอังกฤษ ระบุว่า เอไอจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573 ในขณะที่รายงานล่าสุดของ Jobsdb by SEEK ร่วมกับ BCG, The Network และ Stepstone เรื่อง Decoding Global Talent 2024 : AI Edition ระบุว่า 62% ของแรงงานไทยในปัจจุบัน นำเอไอมาใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นบทบาทของเอไอในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานของแรงงานไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดังนั้น การนำเอไอมาใช้ในกระบวนการทำงานของภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การใช้งานเอไออย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance) ปัญหาใหญ่ในกระบวนการทำงานของเอไอที่ขาดหลักธรรมาภิบาล คือ การนำเอไอมาใช้อย่างลำเอียงและเลือกปฏิบัติ การจัดเกรดของบุคคล ไปจนถึงการขาดความโปร่งใส ละเมิดความเป็นส่วนตัว อย่างการสร้างตัวตนของบุคคลหนึ่งให้เป็นอีกบุคคลหนึ่ง (Deepfake) เป็นต้น
“เอไอ เป็นเครื่องมือที่ดี ที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างรายได้ และลดต้นทุน ทำให้คนทำงานมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การใช้งานเอไอ จำเป็นต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น”
เอไอกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จากผลการสำรวจของ Capgemini บริษัทด้านที่ปรึกษาทางธุรกิจและการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) สัญชาติฝรั่งเศส ระบุว่า ในปี 2568 เอไอมีส่วนในการสร้างความมั่งคั่งของเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 8.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนด้านเอไอ และการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้น โดยมีมูลค่าทรัพย์สินรวมแตะ 98.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในขณะที่รายงานของที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน อย่าง McKinsey & Company ระบุว่า Generative AI เพียงอย่างเดียว สามารถเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ PwC บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชีสัญชาติอังกฤษ ระบุว่า เอไอจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2573
ในขณะที่ผลการศึกษาของธนาคารโลกระบุว่า การนำเอไอมาใช้ในประเทศไทย มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 และจะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า ปี 2568 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอยู่ที่ 5.33 ล้านล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2567
ในฐานะที่บริษัทให้บริการด้านเอไอ ทรานสฟอร์เมชั่นและโซลูชั่น เราเห็นภาคธุรกิจหลายแห่งมีการนำ
เอไอเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานขององค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้มากขึ้น เอไอ ทรานสฟอร์เมชั่น คือ การที่นำเอไอมาใช้งานให้ตรงจุดกับองค์กร เป็นการพัฒนาเอไอเพื่อเรื่องที่องค์กรต้องการปรับให้เข้ากับพันธกิจในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้เป็นการนำเอไอมาปรับเปลี่ยน (Transform) เพื่อสร้างผลลัพธ์ ที่องค์กรต้องการ ธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนลดลง
อาทิ บริษัทได้ไปให้บริการเอไอ ทรานสฟอร์เมชั่นให้กับหน่วยงานหนึ่งที่ต้องการอนุมัติงานให้กับผู้บริโภค หรือลูกค้าหรือผู้ใช้บริการที่ปกติมีกระบวนการทำงาน 9 เดือนถึง 1 ปี โดยการออกแบบเอไอให้เข้ากับพันธกิจของหน่วยงาน คือ ลดระยะเวลาในการทำงาน จากการออกแบบระบบเอไอเข้าไปใช้ในกระบวนการทำงานของหน่วยงานดังกล่าว ทำให้กระบวนการทำงานลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 2-3 เดือน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเป็นการทำงานอย่างมีคุณภาพ ผู้บริโภค และลูกค้าก็มีความสุขในการใช้บริการ
ปัจจุบันเอไอได้เปลี่ยนบทบาทจากแค่ตอบคำถามอย่าง ChatGPT รุ่นแรกๆ มาสู่การเป็นพนักงานที่สามารถทำงานให้กับองค์กรได้ 24 ชั่วโมง ที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า ทุกองค์กรมีการนำเอไอมาใช้เสมือนหนึ่งเป็นพนักงานบริษัท ในขณะที่พนักงานจะต้อง Reskill ไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจ เพราะเอไอยังไม่สามารถทำงานได้เอง 100% ดังนั้นเอไอไม่ได้มาแทนคนแต่มาเป็นเครื่องมือและพนักงานที่ทำงานร่วมกับคนในองค์กร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร เมื่อทุกองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้ที่สูงขึ้น
ใช้งานเอไออย่างมีธรรมาภิบาล
ถึงแม้เอไอจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยทำงานที่สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คนมากขึ้นก็ตาม แต่การใช้เอไอต้องควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกชาติทั่วโลกให้ความสำคัญ อย่างในสหภาพยุโรป หรืออียู มีการออกกฎหมายหลักที่ควบคุมการกำกับดูแลและการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ EU AI Act ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อปี 2567 เป็นกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ฉบับแรกของโลก ที่มีข้อกำหนดครอบคลุมถึงระบบเอไอ ที่มีความเสี่ยงทั้งความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ระบบเอไอที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน การแพทย์ การจ้างงาน ไปจนถึงการใช้งานอย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎหมายเกี่ยวกับเอไอ ในปี 2568 ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะนำมาใช้ในปี 2570
“เพราะพัฒนาการของเอไอที่สามารถนำมาใช้ในหลากหลายมิติ การกำกับดูแลและการใช้งานเอไออย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการนำเอไอมาใช้ในทุกองค์กร เพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์กรที่มีมาตรฐานในการทำงาน มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการใช้เอไออย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

