หน้าแรก เศรษฐกิจ ร้านค้าร้องถู...

ร้านค้าร้องถูกรีด GP สูงลิ่ว กขค.ตั้ง 2 คณะอนุกำกับแข่งขันแพลตฟอร์ม สกัดโมเดิร์นเทรดกินรวบรายย่อย

2.07.26 | 17:58 น.

กขค.ตั้ง 2 คณะอนุ กำกับแข่งขัน ‘แพลตฟอร์ม’ หลังร้านค้าแห่ร้องถูกรีด GP สูงลิ่ว สกัด ‘โมเดิร์นเทรด’ กินรวบการค้าชุมชน

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการ รักษาการแทนประธานกรรมการ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า จากสภาพการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและการเข้ามาของทุนต่างชาติบางส่วนได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและร้านค้ารายย่อย จึงเปิดการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากในด้านการค้าขายระบบออนไลน์และรูปแบบการค้าปลีกที่รุกเข้าพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ดังนั้น ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ กขค.จะมีการประชุมประเด็นการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยที่ประชุม กขค.เตรียมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อเข้ามากำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดค่า GP (ส่วนแบ่งรายได้ หรือค่าธรรมเนียมที่ร้านค้าต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์ม) สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กำลังเรียกร้องให้มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามากำกับดูแลในเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ จะมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ กำกับดูแลเรื่องการขยายตัวของโมเดิร์นเทรดในรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังเข้ารุกล้ำในพื้นที่ชุมชนและส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อยในชุมชน

“อนุคณะกรรมการ 2 ชุดนี้จะดูรายละเอียด และกำหนดแนวทางในการดูแล รวมถึงเร่งผลักดันให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมและทุกฝ่ายสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยแต่ละอนุคณะกรรมการจะมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการทำงานและใช้กฎหมายที่มีอยู่มากำกับดูแล และเอาผิดหากมีการเอาเปรียบหรือกดดันการแข่งขันจนกระทบต่อผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ และการบังคับให้ปฎิบัติตามไกด์ไลน์ที่กขค.ได้ออกมาก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องการดูแลธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มและโมเดิร์นเทรด

ยอมรับว่าตอนนี้ 2 ธุรกิจนี้ กำลังเป็นปัญหาด้านแข่งขันกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ฐานรากของเศรษฐกิจไทย เฉพาะแพลตฟอร์ม มีการร้องมาแล้ว 21 เรื่อง ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ คิดเป็นมูลค่าที่เกี่ยวข้องเป็นแสนล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ กขค.ต้องเร่งเข้าตรวจสอบและกำกับดูแลให้เข้มงวดมากขึ้น” รศ.สุธรรมกล่าว

สำหรับปี 2568 (1 ตุลาคม 2567-กันยายน 2568) มีการร้องเรียนมายัง กขค. 78 เรื่อง ในจำนวนนี้ไม่รับเรื่องร้องเรียน 40 เรื่อง ยุติเรื่องแล้ว 9 เรื่อง ที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม แฟรนไชส์ ขนส่งโชลจิสติกส์ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และพาณิชย์

พล.ต.ท.พิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวถึงการประชุมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ที่มีเรื่องการแข่งขันทางการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภค และไทยเตรียมเข้าเป็นสมาชิกในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จึงต้องเตรียมประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อป้องกันการผูกขาด ที่ปัจจุบันเริ่มเห็นทิศทางการรวมธุรกิจในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาซื้อธุรกิจในไทย ซึ่งหากไทยสามารถดำเนินการยกระดับได้ตามมาตรฐาน OECD จะส่งผลดีต่อการดึงดูดลงทุน รวมถึงรองรับการเจรจา FTA ฉบับใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานสูง อาทิ FTA ไทย-สหภาพยุโรป เป็นต้น

Advertisement

ทั้งนี้ แผนการดำเนินการของสำนักงาน กขค.ในระยะสั้น เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD (ระยะเวลาการดำเนินการ 6-12 เดือน) ประกอบด้วย

1.ให้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ โดยให้มีข้อมูลเกี่ยวกับคู่กรณี ข้อกฎหมาย บทลงโทษ ภายใต้การรักษาความลับของข้อมูล-ออกแนวทางการทำคำวินิจฉัยและการเผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า

2.มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการระบุและจัดการข้อมูลที่เป็นความลับ-ออกแนวทางการพิจารณาและแนวปฏิบัติเพื่อให้สามารถระบุว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลลับ และกระบวนการการรักษาความลับของข้อมูล

3.สร้างกระบวนการเพื่อเผยแพร่และการจัดการกับคดีรวมธุรกิจอย่างทันท่วงที-ออกแนวทางให้ผู้ขอรวมธุรกิจสามารถได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นหลังรวมธุรกิจเพื่อให้โอกาสชี้แจงและส่งข้อมูลเพิ่มได้ก่อนมีคำวินิจฉัย

4.มีการจัดเก็บข้อมูลและสถิติในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ-จัดทำระบบในการรวบรวมข้อมูลและสถิติการบังคับใช้กฎหมาย

5.มีแนวทางการกำหนดโทษที่ชัดเจน โดยพิจารณาปัจจัยจากความรุนแรงของการกระทำ และการป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิด โดยครอบคลุมถึงบุคคลที่กระทำผิดด้วย-ออกแนวทางกำหนดค่าปรับสำหรับบุคคลและบริษัท

6.มีแนวทางการกำหนดโทษให้ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของพฤติกรรม-ออกแนวทางกำหนดค่าปรับ ให้มีการพิจารณาถึงความร้ายแรงของพฤติกรรม

7.มีแนวทางการกำหนดโทษที่สามารถป้องปรามการกระทำผิด-ออกแนวทางกำหนดค่าปรับ ให้สามารถป้องปรามการกระทำผิด

8.ปรับปรุงเกณฑ์การรวมธุรกิจและมีการทบทวนเกณฑ์ที่เหมาะสมสะท้อนเศรษฐกิจของประเทศ-ปรับปรุงเกณฑ์การขออนุญาตรวมธุรกิจ

9.ใช้หลักการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ (Substantial Lessening of Competition : SLC) ในการพิจารณาผลกระทบของการรวมธุรกิจในเชิงโครงสร้าง และการทำการทดสอบโครงสร้างของตลาด (Market-Structure Test)-ปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบการรวมธุรกิจ และเพิ่มเครื่องมือการวิเคราะห์อื่น ๆ

10.เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เข้าเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาการรวมธุรกิจ-ออกแนวทางการให้บุคคลที่สามที่มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการรวมธุรกิจที่อยู่ระหว่างพิจารณา