‘เอกชน’หนุน กนง.คงดอกเบี้ย 1% ชี้ตลาดในประเทศยังซบเซา-แนะเงินกู้ 4 แสนล้านถึงรายเล็ก
- เอกชน หนุน กนง.คงดอกเบี้ย 1%
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อาทิ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่สร้างความกังวลในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ต้นทุนโลจิสติกส์ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงมองว่าการคงดอกเบี้ยเป็นนโยบายการเงินแบบ “ประคับประคองเศรษฐกิจ” ไม่ให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ประชาชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง
“ดอกเบี้ย 1% ถือเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการประคองเศรษฐกิจในเวลานี้ และไม่น่าจะลดลงไปได้มากกว่านี้แล้ว” นายอิศเรศ กล่าว
นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปี 2570 จะปรับขึ้นหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ดอกเบี้ยก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน แม้ปัจจุบันหลายสำนักจะทยอยปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงขึ้น แต่ กนง. ยังคงเลือกคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรับมือความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจกระทบราคาน้ำมัน และหากบอกหยุดยิงแล้วไม่หยุดยิงกันจริงน้ำมันจะปรับขึ้นอีก ดังนั้น ในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี หากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กนง.ก็มีสิทธิที่จะทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินใหม่ได้
- เม็ดเงินต้องไม่กระจุกตัวอยู่กับรายใหญ่
นายอิศเรศ กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ วงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการลงทุนด้านพลังงาน โดยในส่วนของ “ไทยช่วยไทย พลัส” คาดว่าน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงเป็นการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าการกระจุกตัวอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ เม็ดเงินจะเกิดประโยชน์มากที่สุด หากกระจายลงไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนได้อย่างทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกอยู่กับรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
นายอิศเรศ กล่าวว่า ส่วนวงเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่ใช้แก้ปัญหาด้านพลังงานนั้น จะเกิดประสิทธิภาพได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการออกแบบมาตรการให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานในระยะยาว และหากดำเนินการได้ตรงจุด จะช่วยทั้งลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว
“ทั้งนี้ เงินกู้ 200,000 ล้านบาทด้านพลังงาน นอกจากกระจายให้รายเล็กมากกว่าไปกระจุกตัวที่รายใหญ่แล้วขอให้เน้นการใช้เงินซื้อสินค้าที่ Made in Thailand และได้มาตรฐานไม่อย่างนั้นเงินก็จะไหลออกไปต่างประเทศและไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่รัฐบาล ตั้งเป้าหมายไว้อยู่ดี” นายอิศเรศ กล่าว
- ชี้ตลาดในประเทศยังซบเซา
นายอิศเรศ กล่าวว่า นอกจากนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดในประเทศยังซบเซา แต่ภาคส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวตามการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจีนจำนวนหนึ่งยังย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย หลังเผชิญข้อจำกัดด้านการค้ากับสหรัฐอเมริกา ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกมากขึ้น และเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยพยุงธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในช่วงครึ่งปีหลัง
นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกยังปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2-3% อย่างไรก็ตาม คาดว่าครึ่งปีหลังจะกลับมาฟื้นตัวได้ประมาณ 3-5% เมื่อเทียบกับปีก่อน การขยายตัวจะยังไม่สูงมาก เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความผันผวนของต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ ทั้งนี้ สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมไปถึงปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและแข่งขันได้ทันกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้มีแต้มต่อในการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่และนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น
- จับตาประเด็นทางการเมือง
นายอิศเรศ กล่าวว่า ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้ ยังมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยด้านบวกมาจากการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจจับตา ทั้งปัญหาภายในรัฐบาล คดีเขากระโดง, การคัดค้านเลือก สว., พ.ร.ก.เงินกู้ และประเด็น AI Passport ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ แม้รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ แต่การมีประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็อาจกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
นายอิศเรศ กล่าวว่า สำหรับผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่า การเลือกผู้ว่าฯ กับการเลือก สก. คนละบริบทกัน ผลที่ออกมาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะประชาชนใช้เกณฑ์การตัดสินใจที่แตกต่างกันระหว่างการเลือกผู้บริหารเมืองกับการเลือกผู้แทนในระดับพื้นที่ โดยการที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับชัยชนะขาดลอย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นและผลงานที่ได้แสดงให้เห็นตลอดการดำรงตำแหน่งที่ผ่านมา ขณะที่การเลือกตั้ง สก. พรรคประชาชนยังคงได้รับการสนับสนุนในหลายพื้นที่ จึงสะท้อนว่าฐานเสียงของพรรคยังมีความแข็งแกร่งในระดับพื้นที่อยู่
“ส่วนกรณีที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข คะแนนนำ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน มองว่า ประชาชนเลือกที่ตัวผู้สมัครมากกว่ากระแสพรรค เพราะมัลลิกาเป็นคนที่มีบุคลิกชัดเจน กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และนำเสนอนโยบายได้ตรงไปตรงมา ภาพของคุณมัลลิกาจึงดูโดดเด่นกว่าในสายตาประชาชน จึงทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งตัดสินใจเลือกคุณมัลลิกามากกว่า” นายอิศเรศ กล่าว



