ลุยสวนมะพร้าว‘ลุงแดง’ ชมฟาร์มปลากะพง‘ขาวผ่อง’ ฟังแนวรักษามาตรฐาน GI

ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้นำสื่อมวลชนร่วมชมกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพสินค้า สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดฉะเชิงเทรา
กิจกรรมแรก เป็นการอบรม “พัฒนาคุณภาพสินค้า GI ไทย ด้วยระบบควบคุมภายในสู่มาตรฐานสากล” ณ โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งครั้งนี้มีผู้ประกอบการ ผู้ผลิต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบคุณภาพสินค้า GI ในพื้นที่ รวมกว่า 150 ราย เข้ารับการอบรม จุดประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมสู่ตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงรายละเอียดกิจกรรมว่า ด้วยสินค้า GI เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และคุณภาพเฉพาะของท้องถิ่น ที่มีความจำเป็นต้องจัดทำระบบควบคุมภายใน (Internal Control) ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษามาตรฐานการผลิตสินค้า GI ให้คงคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ หลังการซื้อสินค้าไปแล้ว เมื่อผู้ซื้อมั่นใจ โดยวงกว้าง จะกลายเป็นปัจจัยช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสสู่ตลาดพรีเมียม ทั้งในและต่างประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ไทยให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคอย่างยั่งยืน

พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวม 260 รายการ ในส่วนนี้เป็นสินค้าที่มีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพแล้ว 217 รายการ หรือคิดเป็นร้อยละ
83 ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ผลิตผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยมากกว่า 18,000 ราย ซึ่งในปี 2569 กรมเร่งขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่เข้มแข็ง
“ไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายตลาดไปยังประเทศเป้าหมายที่มีความต้องการสินค้าคุณภาพและมีกำลังซื้อสูงได้อีกมาก ส่งผลให้มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ GI ตื่นตัวต่อการเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยช่วงระยะเวลาเพียง 6 เดือนแรกปี 2569 นี้ มีผู้ยื่นขอใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยเพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ราย โดยกรมมีแผนต่อยอดให้ตรา GI ไปถึงผลผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ใช้สินค้า GI เป็นวัตถุดิบในการผลิต จะก่อประโยชน์ทั้งเจ้าของ GI เจ้าสินค้าแปรรูป สร้างการตื่นตัวการยื่นขอการจด GI ของสินค้าพื้นเมืองดังเดิม ให้เป็นรู้จักไปทั่ว สุดท้ายเติมเงินไหลเข้าระบบเศรษฐกิจฐานราก ที่ยังไม่อาจประเมินได้ว่าจะมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน จากปัจจุบันมูลค่า GI รวมอยู่ระดับ 4-5 พันล้านบาท”

จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมพื้นที่แหล่งผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” หนึ่งในสินค้า GI ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ สวนลุงแดงมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า เพื่อตรวจติดตามกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพสินค้า ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การบริหารจัดการผลผลิต และการรักษามาตรฐานสินค้า GI ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมะพร้าวน้ำหอมบางคล้าเป็นสินค้า GI ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์เฉพาะของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำกร่อยจากการผสมผสานระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม ส่งผลให้มะพร้าวมีผลเล็กยาว เปลือกบาง เนื้อนุ่ม รสชาติหวานหอม เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง และเป็นสินค้าสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนาน
จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพด้าน GI ของภาคตะวันออก โดยมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแหล่งผลิตสินค้า GI ที่มีชื่อเสียงและมีอัตลักษณ์เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ถึง 5 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว มะม่วงขายตึกแปดริ้ว และมะม่วงแรดแปดริ้ว ล้วนเป็นผลไม้คุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้าง สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่รวมกว่า 129 ล้านบาทต่อปี โดยจังหวัดฉะเชิงเทรามีผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าและได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยจำนวน 204 ราย สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการในพื้นที่ในการรักษามาตรฐานสินค้าและใช้ประโยชน์จากระบบ GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า
ปัจจุบันสวนลุงแดงมะพร้าวน้ำหอมบางคล้าจำหน่ายผลผลิตผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ สัปดาห์ละประมาณ 800-1,000 ลูก และสามารถสร้างรายได้กว่า 2 ล้านบาทต่อปี

นายวรพจน์ กุศลสงเคราะห์กุล เจ้าของสวนลุงแดงมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า มะพร้าวในประเทศไทยกำลังเจอปัญหาใหญ่ 2 ด้านพร้อมกัน คือ ตลาดนำเข้าสำคัญอย่างจีนลดลงต่อเนื่อง ผลกระทบจากนายทุนจีนเข้ามาฝังตัวในภาคเกษตรของไทย ตั้งแต่การเพาะปลูกและส่งออกตรงกลับจีนเอง มากินส่วนแบ่งตลาดการค้าของไทย จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาตลาดส่งออกมาทดแทน อย่างกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้บริโภคในกลุ่มอาหรับ และซาอุดีอาระเบีย ด้วยมะพร้าวเป็นสินค้าฮาลาลได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งราคาขายในประเทศเหล่านี้ดีกว่าส่งไปจีน ที่เหลือแค่ 7-8 หยวนต่อลูก ตอนนี้อาหรับส่วนใหญ่นำเข้าจากอินเดียและอินโดนีเซีย อีกด้านเจอเวียดนามขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มส่งออก ทั้งนี้ มะพร้าวไทยเด่นทั้งรสชาติ ผลผลิตสม่ำเสมอ ราคาเหมาะสม จากหน้าสวนเฉลี่ยเกิน 10 บาทก็พออยู่ได้
อีกเรื่องคือ ความแปรปรวนและภัยธรรมชาติ กระทบต่อผลผลิต อย่างปี 2569 นี้อากาศร้อนมากทำให้ขนาดลูกมะพร้าวลดลง ผลผลิตจากสวนลุงแดงเคยได้ผลผลิต 3,000 ลูก เหลือไม่ถึง 1,000 ลูก ถ้าครึ่งปีนี้ได้ฝนดีก็จะส่งผลดีถึงกลางปี 2570 ขณะเดียวกันพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มก่อนหน้านี้กำลังมีผลผลิตออกตลาด บวกกับให้นำเข้ามะพร้าวจำนวนมากกว่าคนกินหรือใช้เป็นวัตถุดิบ ราคาจึงตก อย่างมะพร้าวแกงตอนนี้เหลือ 5-6 บาทต่อลูก เห็นด้วยที่จะห้ามนำเข้ามะพร้าวแกงชั่วคราว
“การที่มะพร้าวน้ำหอมบางคล้าได้ติดตรา GI เสมือนยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ผู้ซื้อผู้บริโภคได้มั่นใจว่าเป็นสินค้าคุณภาพปลูกในพื้นที่เกษตรชั้นดี ยังเป็นการป้องกันการรุกล้ำของอุตสาหกรรมหรือโครงการที่จะส่งผลการเพาะปลูก อย่างในพื้นที่เคยจะมีโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้ง ก็ผลักดันจนไม่สามารถสร้างได้ และพื้นที่ถูกยกระดับเป็นพื้นที่อนุรักษ์สีเขียว อย่างมะพร้าวน้ำหอมบางคล้าได้ขึ้นบัญชีปี 2562-63 จากที่ยื่นขอตั้งแต่ปี 2551 หากเราสามารถควบคุมคุณภาพและปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้ สินค้าจีไอจะให้ประโยชน์มาก แต่เราก็อยู่เฉยไม่ได้ต้องปรับตัวตลอดเวลา มุ่งรักษารสชาติ คุมปริมาณให้พอเหมาะ เทียบเรื่องมะพร้าวด้วยกัน ผมไม่กลัวใครในประเทศ ด้วยผมดูแลทุกต้นและทุกขั้นตอนตั้งแต่ปลูก เก็บ จนถึงผู้บริโภค จึงทำให้มะพร้าวจากสวนผมเป็นที่ต้องการ สามารถขายได้ราคาดีกว่าส่งออก วันนี้ส่งออกได้ราคา 28-30 บาท แต่ขึ้นห้างในไทยได้ถึง 50 บาท ก็ยังไม่พอขาย”
จากนั้นเข้าเยี่ยม “ว่าที่สินค้า GI” ที่อยู่ในกระบวนตรวจสอบความพร้อม และเป็นกิจกรรมเฟ้นหาสินค้า GI รายการใหม่ คณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาพาชมการประกอบกิจการของบริษัท ขาวผ่องฟาร์ม จำกัด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวคุณภาพของจังหวัด โดยได้หารือกับผู้ประกอบการถึงแนวทางการผลักดันสินค้าปลากะพงขาวของจังหวัดฉะเชิงเทราเข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ในอนาคต จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสินค้าดังกล่าวมีอัตลักษณ์โดดเด่นเชื่อมโยงกับสภาพทางภูมิศาสตร์ โดยมีแหล่งผลิตอยู่ในบริเวณแม่น้ำบางปะกง ส่งผลให้ปลากะพงขาวมีเนื้อแน่น รสชาติหวาน ไม่มีกลิ่นคาว และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

ปัจจุบันปลากะพงขาวผ่องฟาร์มส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 30-37 ล้านบาทต่อปี โดยทางกรมคาดว่าหากสินค้าดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียน GI จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น
นายประโยชน์ โสรัจจกิจ ประธานบริหารบริษัท ขาวผ่องฟาร์ม จำกัด เล่าถึงที่มาว่า ทำอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมากว่า 10 ปี จากทดลองเลี้ยงกุ้งในบ่อดิน เริ่มจากกุ้งกุลาดำ ก่อนเลี้ยงกุ้งขาว ก่อตั้ง “ขาวผ่องฟาร์ม” และขยายการทำฟาร์มเพาะเลี้ยง และจำหน่ายปลากะพงยักษ์คุณภาพสูง ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการ Quality Management หรือการจัดการคุณภาพอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ปลา การให้อาหาร การควบคุมคุณภาพน้ำ จนถึงกระบวนการแปรรูป และการจัดจำหน่าย

จังหวัดฉะเชิงเทราที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองสามน้ำ” มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการเป็นจุดบรรจบของแหล่งน้ำสามประเภท ได้แก่ น้ำทะเล น้ำจืด และน้ำกร่อย เป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ และสมดุลทางธรรมชาติ ฉะเชิงเทราจึงกลายเป็นหนึ่งในแหล่งเพาะเลี้ยงปลาที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะ อ.บ้านโพธิ์ (แปดริ้ว) ซึ่งมีทั้งสภาพภูมิอากาศเหมาะสม และคุณภาพน้ำเอื้อต่อการเจริญเติบโตของปลากะพงยักษ์ ทำให้ได้คุณภาพปลากะพงที่มีขนาดเฉลี่ย 4-6 กิโลกรัม บางตัวถึง 8 กิโลกรัม แตกต่างจากปลากะพงขนาดทั่วไปที่มีน้ำหนักเพียง 7-9 ขีด (ประมาณ 400-500 กรัม) อีกทั้งเนื้อปลากะพงที่โตเต็มวัย จะมีลักษณะแน่น หวาน ขาวสวย และอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และฟาร์มแห่งนี้นำเทคนิคการเจาะเลือดปลาแบบญี่ปุ่น Ike-Jime (อิเคะ-จิเมะ) มาใช้ เทคนิคนี้เป็นการนำเลือดออกจากตัวปลาทันทีหลังจากจับปลาขึ้นมา ซึ่งช่วยให้ปลามีความสด ไม่คาว และเนื้อมีสีขาวใส มีผิวสัมผัสที่ดี อีกทั้งให้ความสำคัญกับมาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่ GHPs, HACCP, GMP, ฮาลาล, อย. (องค์การอาหารและยา)
“คนไทยยังบริโภคปลากะพงเฉลี่ยแค่ 1 กิโลกรัมต่อปี และราคายังไม่เสถียร หากได้ GI ถือเป็นเรื่องดี เป็นแต้มบวกให้ผู้ประกอบการ แต่จะดีขึ้นหากรัฐสนับสนุนการปรับ Mindset การบริโภคปลากะพง เพื่อเพิ่มโอกาสการค้า ต้องรณรงค์ให้รู้ว่าปลากะพงนี้ทำเมนูได้หลายอย่าง รวมถึงการกินแบบดิบ เหมือนซาชิมิ (Sashimi) อาหารญี่ปุ่นเนื้อปลาดิบสดแบบประณีตชนิดหนึ่ง ผมอยากให้คนไทยรู้สึกว่ากินปลากะพงได้เหมือนปลาแซลมอล แบบนี้ถึงจะเป็นวิธีทำให้สินค้านั้นมีความยั่งยืนทางราคาและการค้า”
วันนี้ทั้งมะพร้าวน้ำหอมและปลากะพง เป็น 2 ชนิดสินค้าที่เจอมรสุมกำลังใช้จ่ายไม่ดีและได้แรงกดดันจากการแข่งขันสูง จนฉุดให้ราคาขายต่ำลง รายได้ไม่เหมือนเดิม แต่สำหรับ 2 ผู้บริหารข้างต้นยังเชื่อว่าถ้าปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ จะเป็นทางรอดของทุกอาชีพ!!
นวลนิตย์ บัวด้วง

