ม.หอการค้า ชี้ BOI เผยเงินลงทุนจริงครึ่งปี 5.35 แสนล้าน ดันเศรษฐกิจโต 2.0-2.5% จับตาดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดการลงทุนจริงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 535,800 ล้านบาท ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจต่อประเทศไทย และการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI เริ่มมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ไทยมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนจริงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะราว 1.8 ล้านล้านบาท และในปี 2569 ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังอยู่ในระดับสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก โดยประเทศที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ สิงคโปร์ รองลงมาคือ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ระบบคลาวด์ (Cloud Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics)
“การลงทุนที่ 5.35 แสนล้านบาทเพียงแค่ครึ่งปี หมายความว่า หากคูณสอง ปีนี้อาจมีการลงทุนจริงเกิดขึ้นในระดับใกล้เคียง 1 ล้านล้านบาทหรือมากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนนั้นมีการลงทุนจริง และการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงมีผลทำให้การนำเข้าอุปกรณ์ เครื่องจักรต่างๆ เพิ่มมากขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน ยังส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ ทั้งการก่อสร้าง การติดตั้งระบบ การจ้างงาน ตลอดจนธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจะช่วยสร้างแรงส่งต่อการลงทุนในภาคส่วนต่างๆ และเป็นแรงพยุงสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะเมื่อการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมเริ่มทยอยเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการก่อสร้างและดำเนินงานจริง จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยพยุงอำนาจซื้อของประชาชนและสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวได้ในกรอบ 2.0-2.5% ขณะที่ช่วงไตรมาส 4 ยังมีแรงหนุนจากการลงทุนด้านพลังงานภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งจะต่อเนื่องไปพร้อมกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับ BOI ทำให้เศรษฐกิจไทยมีฐานที่แข็งแรงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวในปี 2570 ที่มีโอกาสเติบโตเกิน 2.5% ส่วนเป้าหมายระยะยาว ไทยจำเป็นต้องใช้แรงส่งจากการลงทุน เทคโนโลยี และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งอาจจะโตในระดับที่ 5.0% ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การเข้ามาลงทุนด้านดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนมายังไทย โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนอันดับต้นๆ ต่อเนื่องในปี 2567 และ 2568 สะท้อนความพร้อมของไทยในการรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ทั้งการผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (Humanoid) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงช่วยยกระดับภาคเกษตรสู่ Smart Farming และ Future Food ผ่านการใช้ AI และ Data เพื่อเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าต่อไร่ โดยดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หากมีไม่เพียงพอ อุตสาหกรรมต่อเนื่องก็จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับการลงทุนดังมี 2 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาผู้เรียนและบุคลากร โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องปรับการเรียนการสอนมุ่งสู่การเป็น “AI University” เพิ่มทักษะด้าน STEM รวมถึงเร่งหลักสูตร Reskill และ Upskill เพื่อผลิตทั้งผู้พัฒนา AI และผู้ใช้งาน AI ที่มีความสามารถรองรับภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำผ่านการ Reuse และ Recycle เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ ลดความเสี่ยงการแย่งชิงทรัพยากรกับภาคเกษตรและภาคประชาชนในอนาคต



