พาณิชย์ผนึกสหรัฐ ยกระดับความร่วมมือสู่ ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ดันไทยผงาดศูนย์กลางอาหารแห่งภูมิภาค
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมในรูปแบบโต๊ะกลมในหัวข้อ “ความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารและการเกษตร” (Partnering for Resilient Food Agri Supply Chains) ภายใต้งาน “การประชุมสุดยอดการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐฯ 2026: ต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน” (Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ
มีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารและภาคเกษตร รวมถึงรองรับความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก

นางสาวกิริฎา เผยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ ตลอดจนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยความท้าทายเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมือและประสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างระบบอาหารที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ทั้งนี้ ไทยมีจุดแข็งในฐานะฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ขณะที่สหรัฐฯ มีศักยภาพโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้น การบูรณาการและประสานจุดแข็ง (Synergy) ของทั้งสองประเทศ จะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ส่งเสริมการลงทุน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของภาคเกษตรและอาหาร เพิ่มมูลค่าสินค้า เสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และขับเคลื่อนการพัฒนาอาหารและการเกษตรแห่งอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์จาก “คู่ค้า” สู่ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านอาหารและธุรกิจการเกษตร”
เพื่อเปลี่ยนผ่านโอกาสความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ สู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันแนวทางเชิงรุกเพื่อพลิกความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและห่วงโซ่อุปทานโลกให้เป็นโอกาสทางการค้า โดยพร้อมสนับสนุนการทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปลดล็อกอุปสรรคทางกฎระเบียบ ทั้งการบริหารจัดการอุปทานวัตถุดิบนำเข้าอย่างยืดหยุ่น และการเตรียมพิจารณาปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิต แต่ยังสอดรับกับมุมมองของสหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นว่าการยกระดับมาตรฐานการค้าที่ยั่งยืนของไทย คือกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ภายใต้ความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสองประเทศพร้อมผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับภาคการเกษตร โดยเร่งผลักดันความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การยกระดับการผลิตผักของไทยเพื่อการส่งออก การบูรณาการข้อมูลดาวเทียมเพื่อพยากรณ์ผลผลิต ไปจนถึงการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงิน เช่น ระบบประกันภัยพืชผล เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ย้ำจุดยืนในการเป็นหน่วยงานหลักที่พร้อมประสาน
ความร่วมมือ และสนับสนุนข้อเสนอของภาคเอกชนในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารโดยเฉพาะ เพื่อบูรณาการนโยบายของทุกหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยินดีทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิกหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) เข้ากับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) เพื่อสร้างโอกาสในการขยายการลงทุนและเปิดประตูสู่ตลาดส่งออกใหม่ ๆ ซึ่งความร่วมมือเชิงรุกทั้งหมดนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก




