ก่อนความรุนแรงจะเกิดขึ้น เราฟังกันเร็วพอหรือยัง
ช่วงที่ผ่านมา ข่าวความรุนแรงหลายเหตุการณ์ทำให้เราต้องกลับมาถามกันซ้ำๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับ “สังคมเรา” แต่เมื่อข่าวผ่านไป คำถามก็มักค่อยๆ เงียบลง จนกระทั่งมีเหตุใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง มีอีกคำถามหนึ่งที่อยากชวนคิดก่อนความทุกข์ ความโกรธ หรือความขัดแย้งจะเดินทางไปถึงจุดที่ย้อนกลับไม่ได้ มันเคยส่งสัญญาณอะไรให้เราเห็นบ้างหรือเปล่า และที่สำคัญเราฟังกันเร็วพอหรือยัง
ความรุนแรงไม่มีคำอธิบายเดียว และไม่ควรถูกผูกอย่างง่ายๆ เข้ากับคำว่า “ป่วยทางจิต” เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้เราเข้าใจต้นเหตุแล้ว ยังอาจทำให้คนที่กำลังมีปัญเจนจิต ลัดพลีหาสุขภาพใจถูกตีตราและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ความรุนแรงอาจมีหลายปัจจัยซ้อนกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งในครอบครัว ความเครียดสะสม การใช้สารเสพติด การควบคุมอารมณ์ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไร้ทางออก
แทนที่จะพยายามมองหาใครสักคนว่าเป็น “คนอันตราย” บางทีสิ่งที่เราควรมองหาให้เร็วกว่าคือ ใครกำลังทุกข์ ใครกำลังเปลี่ยนไป และใครกำลังต้องการความช่วยเหลือบ้าง
บางครั้งสัญญาณเริ่มจากเรื่องที่เราเรียกว่า ‘เล็กน้อย’
คำล้อเรื่องรูปร่าง ฐานะ ครอบครัว ผลการเรียน หรือความแตกต่าง อาจจบลงในไม่กี่วินาทีสำหรับคนพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจบพร้อมกันสำหรับคนฟัง ในโลกดิจิทัลการบูลลี่ก็ไม่ได้หยุดเมื่อเลิกเรียนหรือเลิกงาน เพราะคำประจาน การรุมวิจารณ์ หรือภาพที่ถูกแชร์ สามารถตามหลอนคนคนหนึ่งกลับไปถึงบ้านได้ ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่การพูดเรื่องบูลลี่ก็ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นคำอธิบายสำเร็จรูปของความรุนแรงทุกเหตุการณ์ ไม่ใช่ “ถูกบูลลี่จึงใช้ความรุนแรง” หากสิ่งที่ควรถามคือ เมื่อคนหนึ่งกำลังเจ็บปวด เรามีกลไกอะไรที่จะเห็น รับฟัง และช่วยเขา ก่อนที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น
สิ่งหนึ่งที่การเรียนรู้เรื่องการโค้ชทำให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ คนไม่ได้ต้องการคำตอบจากคนอื่นเสมอไป หลายครั้งเขาต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยพอจะพูดในสิ่งที่ยังพูดไม่เป็น และขอใครสักคนที่ฟังโดยไม่รีบตัดสิน
คำถามง่ายๆ อย่าง “ช่วงนี้ไหวไหม” จึงอาจมีความหมายมากกว่า “เป็นอะไร” เพราะคำถามแรกเปิดพื้นที่ให้เล่า ขณะที่คำถามหลังบางครั้งฟังเหมือนกำลังขอคำอธิบายจากคนที่ยังไม่พร้อมอธิบายตัวเอง และบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไรต่อ แค่ฟังให้เขาพูดจนจบ ก็อาจมีความหมายมากพอแล้ว
แน่นอน การฟังไม่ใช่การรักษา และคนรอบตัวไม่ควรรับบทเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เสียเอง หากเห็นสัญญาณที่น่ากังวล เช่น ความก้าวร้าวหรือการข่มขู่ที่รุนแรงขึ้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น สิ่งสำคัญคือการพาเข้าสู่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญให้เร็วที่สุด บางครั้งการดูแลที่ดีที่สุดไม่ใช่การพยายามแก้ไขทุกอย่างให้คนที่เรารัก แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรส่งต่อให้คนที่ช่วยเขาได้
องค์กรที่ฟังเป็น อาจเห็นปัญหาได้ก่อน
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงโลกของการทำงาน เพราะองค์กรก็เป็นสังคมขนาดย่อม มีทั้งความคาดหวัง ความกดดัน ความเห็นต่าง และคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกัน จากประสบการณ์ทำงานกับคนมาหลายปี ทำให้เชื่อมากขึ้นว่า องค์กรที่คนไม่กล้าพูด ไม่ได้เพียงทำให้คนอึดอัด แต่ยังทำให้องค์กรพลาดโอกาสและข้อมูลสำคัญ ด้วยปัญหา ที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่รอวันที่จะใหญ่ขึ้น
ที่ “เคทีซี” เราพยายามทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมผ่านวัฒนธรรมการโค้ช (Coaching Culture) ซึ่งไม่ได้มองการโค้ชเป็นกิจกรรมเฉพาะครั้ง แต่เป็นวิธีคิดในการทำงานร่วมกัน คือ ถามให้มากขึ้น ฟังให้ลึกขึ้น และเชื่อว่าคนสามารถค้นพบคำตอบและศักยภาพของตัวเองได้ ขณะเดียวกัน แนวคิด “Junior Speaks First” ก็เป็นกติกาง่ายๆ ในองค์กรเรา ที่เปิดพื้นที่ให้คนอาวุโสน้อยกว่าได้พูดก่อน เพื่อไม่ให้ตำแหน่งหรือประสบการณ์ของคนที่อยู่ในห้องมานานกว่า กลบเสียงของคนที่อาจเห็นบางอย่างต่างออกไป เพราะบางครั้ง ข้อมูลที่สำคัญที่สุด หรือสัญญาณของปัญหาที่เร็วที่สุด อาจมาจากคนที่ปกติได้พูดเป็นคนสุดท้าย
สำหรับองค์กร นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ใจกว้างต่อพนักงาน” แต่เกี่ยวกับคุณภาพของการตัดสินใจ เมื่อมีคนกล้าพูดถึงปัญหาก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย องค์กรย่อมมีโอกาสจัดการความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เมื่อคนเห็นต่างได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดว่าจะไปก้าวก่ายใคร หรือทำร้ายกัน ทีมก็มีโอกาสได้คำตอบที่ดีกว่า หรือเมื่อคนรู้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แบบนี้เราก็น่าจะกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมเล็กๆ แห่งนั้นได้บ้างแล้ว
ถ้าจะมองเรื่องนี้ผ่านมิติของ “สังคม” หรือ “S” ใน ESG สำหรับตัวเองแล้ว ความหมายของ Social อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ในระดับสมรสเท่าเทียมหรืออะไร แต่อาจเริ่มจากวิธีที่องค์กรปฏิบัติต่อคนจริงๆ ในทุกวัน ทั้งในวันที่เขาทำงานได้ดี และในวันที่เขาอาจไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิม
หากขยายภาพออกไป โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และสังคมก็ไม่ต่างกัน การฟังเพียงอย่างเดียวอาจป้องกันความรุนแรงไม่ได้ทุกเหตุการณ์ก็จริง และความเข้าใจก็ไม่ได้แก้ได้ทุกปัญหา แต่เราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ความทุกข์ไม่ต้องถูกกดทับไว้ จนกลายเป็นวิกฤตจึงจะถูกมองเห็น อาจเริ่มจากเรื่องธรรมดามากๆ ไม่บูลลี่ ไม่ซ้ำเติม ไม่ใช้ความรุนแรงทางคำพูดเป็นความบันเทิง เอ่ยปากถามเมื่อเห็นคนใกล้ตัวเปลี่ยนไป ฟังโดยไม่รีบสรุป และรู้ว่าเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะก่อนที่ความรุนแรงจะกลายเป็นพาดหัวข่าว มันอาจเคยเป็นความทุกข์ ความโกรธ ความกลัว หรือเสียงขอความช่วยเหลือที่เบาเกินกว่าคนรอบข้างจะได้ยิน
การฟังอาจหยุดความรุนแรงไม่ได้ทุกครั้งแต่สังคมที่ฟังกันเป็น ย่อมมีโอกาสเห็นความทุกข์ได้เร็วกว่า สังคมที่ต้องรอให้ใครสักคนตะโกนออกมา
เราอาจหยุดทุกเหตุการณ์ไม่ได้ แต่เราทำให้สังคม “ได้ยิน” และ “ฟังด้วยใจ” กันเร็วขึ้นได้ และบางทีนั่นอาจสำคัญกว่าการกลับมาถามกันหลังเกิดเหตุว่า “ทำไมไม่มีใครรู้มาก่อน”



