อนุพีดีพี2026 เคาะ 4 แนวทางสู่ ลุย Net Zero SMR ปักหมุด 9,000 เมกะวัตต์ เปิดประชาพิจารณ์ต้น ก.ย.
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะอนุกรรการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี) 2026 (2569-2593) ที่มี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธานฯ เห็นชอบเห็นชอบ 4 แนวทาง ในการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการบรรลุปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 จากนั้นเสนอ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเดินหน้าเปิดรับฟังประชาพิจารณ์ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบภายในสิ้นปี 2569
รายงานข่าวระบุว่า แนวทางแรก ให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะมีการบรรจุอยู่ในแผนตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าไว้ราว 24,500 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ราว 28,890 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมราว 10,360 เมกะวัตต์ และการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) อีกราว 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเสริมด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) อีกราว 54,500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 218,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
สำหรับกรณีที่ 2 ได้นำเงื่อนไขการสนับสนุนประเทศให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดยนำต้นทุนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) มาคำนวณเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าร่วมด้วยกับกรณีฐาน ส่วนกรณที่ 3 เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้หมาย Net Zero โดยไม่มีเทคโนโลยี CCS ร่วมด้วย แต่จะขับเคลื่อนด้วยการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มากขึ้นแทน โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ามา จะลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดเหลือ 16,800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR ที่ 9,000 เมกะวัตต์ โดยจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 61,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 52,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) 55,000 เมกะวัตต์ หรือราว 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
ขณะที่กรณีที่ 4 ตั้งอยู่บนแนวคิดที่จะใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและนำเข้าจากเมียนมา มาผลิตไฟฟ้าร่วมกับการใช้ CCS และพลังงานหมุนเวียน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จะมาจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติราว 18,900 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 40,890 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 23,360 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ที่ 55,000 เมกะวัตต์ หรือราว 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง
บรรจุSMRในแผน9,000เมก
รายงานข่าวระบุว่า ใน 4 แนวทางประเภทของการผลิตไฟฟ้าจะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ทุกแนวทางจะให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งจะบรรจุอยู่ในแผนราว 9,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในปริมาณที่มากขึ้น ควบคู่กับการนำระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อมาช่วยรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาในระบบในปริมาณที่มากขึ้นได้
ทีดีอาร์หนุนร่างพีดีพี2026
น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) กล่าวถึงร่างแผนพีดีพี2026 ฉบับล่าสุดสรุปเคาะ 4แนวทาง เปิดประชาพิจารณ์ต้นกันยายนนี้ กำหนดลุย SMR 9,000 เมกะวัตต์ ว่า แผนดังกล่าวถือว่าครอบคลุมอย่างมาก ซึ่งหากถามว่าควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมตรงส่วนใด ในความคิดส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเปิดตลาดให้มากกว่านี้ในเรื่องของสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้าโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหลัก (Direct PPA) ว่าตกลงจะมีกี่เมกะวัตต์ ส่วนเรื่องการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า (Load Forecast) กับ ปริมาณไฟฟ้าที่ใส่เข้ามาในระบบน่าจะครอบคลุมได้ในระดับหนึ่ง เพราะมีการทำเป็นหลายกรณี (Scenario)
เรียกว่าร่างพีดีพี2026 มีความพร้อมเพื่อที่จะไปรับฟังความคิดเห็น โดยถือว่าครอบคลุมกว่าร่างแผน PDP2024 มาก เพราะครั้งนี้ทำเป็นหลาย Scenario เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย รวมถึงความมั่นคงทางด้านพลังงาน ขณะที่ราคาก็ไม่แพงเกินไป และยังมุ่งสู่การดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่า PDP2026 น่าจะประกาศใข้ได้ภายในปี 2569”น.ส.อารีพรกล่าว

