นักวิชาการชี้อาคาร SAT-1 สุวรรณภูมิไม่เหมาะเพิ่มจุด ตม. แนะเพิ่ม Auto Gate-บริหารหลุมจอด
นายนวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงแนวคิดที่จะมีการศึกษาใช้พื้นที่ Satellite Terminal (SAT-1) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นจุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเชื่อมต่อผู้โดยสารที่ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้วไปยังจุดรับกระเป๋า เพื่อช่วยลดความแออัดและแรงกดดันบริเวณโถงกลางของอาคารผู้โดยสารหลัก ว่า ตนมองว่าแนวทางดังกล่าวสามารถพิจารณาได้ แต่ในทางปฏิบัติทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกระบวนการและการบริหารจัดการผู้โดยสาร
นายนวทัศน์ กล่าวว่า โดยเฉพาะกรณีผู้โดยสารที่ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว จะต้องถูกแยกออกจากผู้โดยสารที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งหากดำเนินการตรวจคนเข้าเมืองที่ SAT-1 ผู้โดยสารยังต้องเดินทางจาก SAT-1 กลับมายังอาคารผู้โดยสารหลักผ่านระบบรถไฟฟ้า APM ทำให้กระบวนการมีความซับซ้อน เพิ่มต้นทุนการจัดการ และอาจสร้างความสับสนให้กับผู้โดยสารได้
“ผมมองว่าอาจไม่คุ้ม เพราะ SAT-1 ไม่ได้ถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นสำหรับกระบวนการจัดการผู้โดยสารขาเข้าและการตรวจคนเข้าเมือง หากเป็นพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารหลัก ยังสามารถปรับแบ่งพื้นที่ จัดเส้นทางเดิน หรือ ทำฉากกั้นพื้นที่ เพื่อจัดการการไหลของผู้โดยสารได้ง่ายกว่า แต่เมื่ออาคารอยู่ห่างกัน การจัดระบบจะมีความซับซ้อนมากขึ้น” นายนวทัศน์ กล่าว
นายนวทัศน์ กล่าวว่า แนวทางที่น่าจะเหมาะสมกว่าคือการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองเดิม เช่น การจัดช่องตรวจให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น หรือเพิ่มจำนวน Auto Gate โดยเฉพาะการเปิดให้ผู้โดยสารจากสัญชาติที่มีการเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวนมากสามารถใช้ช่องตรวจอัตโนมัติได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและลดระยะเวลารอคอย อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Auto Gate จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้โดยสารควบคู่กัน โดยต้องมั่นใจว่าการเร่งกระบวนการจะไม่กระทบต่อมาตรฐานการตรวจสอบและคัดกรองคนเข้าเมือง
“ถ้าสามารถเพิ่มจำนวนสัญชาติที่ใช้ Auto Gate ได้ โดยเฉพาะสัญชาติที่มีปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก และสามารถลดจำนวนคนที่ต้องเข้าคิวตรวจแบบปกติได้ ก็จะช่วยได้มาก ทั้งในแง่ความรวดเร็วและประสบการณ์ของผู้โดยสาร” นายนวทัศน์ กล่าว
นายนวทัศน์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาคิวตรวจคนเข้าเมืองระยะสั้น มองว่า สิ่งสำคัญคือการประสานงานระหว่างท่าอากาศยานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะการบริหารจัดการหลุมจอดและเที่ยวบิน เพื่อกระจายปริมาณผู้โดยสารไปยังจุดตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 โซนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งแบ่งเป็นโซนตะวันออกและโซนตะวันตก ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการเที่ยวบินและหลุมจอดให้กระจายผู้โดยสารเข้าสู่แต่ละโซนได้อย่างสมดุล จะช่วยลดปัญหาผู้โดยสารไหลเข้ามากระจุกตัวที่จุดตรวจแห่งใดแห่งหนึ่ง และทำให้การใช้ศักยภาพของจุดตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 โซนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายนวทัศน์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางในระยะกลาง ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่และระบบการจัดคิวใหม่ โดยเฉพาะการออกแบบเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองให้สามารถเพิ่มจำนวนช่องตรวจได้ตามความต้องการ รวมถึงนำระบบบริหารจัดการคิวมาใช้ เพื่อให้ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องยืนรอเป็นเวลานาน
“ระบบแถวคอยอาจนำแนวคิดจากธนาคารมาปรับใช้ได้ เช่น ให้ผู้โดยสารมีที่นั่งรอ มีระบบแจ้งลำดับคิว และเรียกผู้โดยสารเข้ารับบริการเป็นชุดๆ ผู้โดยสารก็สามารถนั่งรอหรือทำกิจกรรมระหว่างรอได้ ไม่จำเป็นต้องยืนต่อแถวเป็นเวลานาน ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกว่าต้องรอคิวนาน แม้ระยะเวลาการให้บริการจริงอาจไม่ได้ลดลงมากนัก” นายนวทัศน์กล่าว
นายนวทัศน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนเห็นด้วยกับ แนวคิดของรัฐบาล ที่หากสามารถนำพื้นที่โดยรอบมาจัดเป็นพื้นที่บริการหรือกิจกรรมระหว่างรอ เช่น การแสดงโขน หรือดนตรีไทย ก็จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับช่วงเวลาที่ผู้โดยสารต้องรอ และทำให้ประสบการณ์โดยรวมดีขึ้น
นายนวทัศน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนเห็นว่า หากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองศึกษาทั้งการบริหารเที่ยวบิน การกระจายผู้โดยสาร การเพิ่มช่องตรวจและ Auto Gate ตลอดจนการออกแบบระบบจัดคิวใหม่อย่างเป็นระบบ จะมีโอกาสช่วยลดความแออัดของจุดตรวจคนเข้าเมืองและยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารได้ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งเพิ่มจุดตรวจไปยังพื้นที่ที่อยู่นอกอาคารผู้โดยสารหลัก ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนในการเดินทางและการบริหารจัดการ



