หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ เผยไ...

สภาพัฒน์ เผยไตรมาส 2/69 คนว่างงานเพิ่ม 4 แสนราย หนี้ครัวเรือน 16.41 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 0.50%

24.08.26 | 13:18 น.

สศช.เผยไตรมาส 2/69 ว่างงานเพิ่ม 4 แสนคน-หนี้ครัวเรือนพุ่ง 16.41 ล้านล้าน จับตาลูกหนี้เปราะบาง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่าตลาดแรงงานไทยมีสัญญาณฟื้นตัว โดยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% มีผู้มีงานทำรวม 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาคุณภาพการจ้างงาน รายได้แรงงานบางกลุ่ม และความสามารถในการรองรับแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาด ทั้งนี้ การจ้างงานภาคเกษตรมีจำนวน 11.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก แม้ยังได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของฝน ขณะที่แรงงานนอกภาคเกษตรมี 29.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.5% โดยกิจกรรมที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ ก่อสร้างเพิ่ม 8.3% โรงแรมและภัตตาคารเพิ่ม 5.8% การขายส่งและขายปลีกเพิ่ม 2.9% และการผลิตเพิ่ม 0.4%


นายดนุชากล่าวว่า สำหรับด้านคุณภาพแรงงาน พบว่า ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย โดยภาพรวมอยู่ที่ 42.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้ทำงานล่วงเวลามี 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% และผู้ทำงานต่ำกว่าระดับมี 1.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 19.1% สะท้อนว่าตลาดแรงงานแม้ฟื้นตัว แต่ยังมีแรงงานบางส่วนที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

ส่วนรายได้แรงงาน ค่าจ้างเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% โดยลูกจ้างในระบบมีค่าจ้างเฉลี่ย 15,853 บาท เพิ่มขึ้น 0.90% ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระมีรายได้เฉลี่ย 16,059 บาท ลดลง 1.96% สะท้อนความเปราะบางของแรงงานที่พึ่งพารายได้จากกิจการส่วนตัวและอาชีพอิสระ

ส่วนการว่างงานในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 4 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% เพิ่มขึ้นจาก 0.91% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น 49.6% ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3% สะท้อนความยากในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานของบางกลุ่ม

Advertisement

นายดนุชากล่าวต่อว่า หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.50% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงเหลือ 85.9% แต่ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อค้างชำระ 31-90 วัน หรือ SML ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.07% ของสินเชื่อรวม จากเดิม 3.51% ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้กู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีหลายบัญชียังมีความน่ากังวล โดยพบว่าในปี 2568 ผู้กู้สินเชื่อบ้าน 1 ราย มีบัญชีสินเชื่อเฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2564-2567 ที่เฉลี่ย 1.06-1.07 บัญชี ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นตามภาระหนี้ ขณะที่ลูกหนี้ (NPLs) ที่เข้าสู่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาชำระได้ตามปกติยังมีสัดส่วนเพียง 15%

นายดนุชากล่าวว่า ส่วนด้านสุขภาพ พบผู้ป่วยโรคเฝ้าระวังลดลง 45.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังมีประเด็นต้องติดตาม ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคไขมันพอกตับ และภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก โดยเด็กอายุ 6-14 ปี มีภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน 27.4% โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและภาคกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคต ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหารายได้แรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของกลุ่มรายได้น้อย เพื่อให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง