หน้าแรก เศรษฐกิจ “ศุภชัย” ชู 5...

“ศุภชัย” ชู 5 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ AI Economy ปั้นคน 3 ล้านคนใน 5 ปี

27.08.26 | 15:21 น.

AWS ย้ำแผนลงทุนและขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเนื่องถึงปี 2039 มุ่งลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี พลิกโฉมอุตสาหกรรม และยกระดับบริการสาธารณะ ขณะที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” เสนอสร้างระบบนิเวศ AI ครบวงจร ตั้งแต่พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สตาร์ทอัพ บุคลากร ไปจนถึง Sovereign AI ย้ำความสำเร็จต้องวัดจากชีวิตคนไทยที่ดีขึ้นและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวทีความร่วมมือระหว่าง Amazon Web Services (AWS) เครือเจริญโภคภัณฑ์ Arise และทรู ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกจะได้เห็นในช่วงชีวิตของคนยุคปัจจุบัน และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้ยกระดับผลิตภาพ รายได้ คุณภาพชีวิต และขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ภายในองค์กร แต่ต้องขยายผลไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทย และวางรากฐานให้ไทยสามารถสร้างคุณค่าจาก AI ไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ใช้ AI แต่ต้องทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง AI Talent สร้าง AI Ecosystem และสร้างมูลค่าจาก AI ได้ด้วยตัวเอง หากเราไม่สามารถสร้างขนาดหรือ Scale ได้ เราจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา และไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง” นายศุภชัยกล่าว

Advertisement

AWS ลงทุนระยะยาวถึงปี 2039 สร้างผลลัพธ์ระดับประเทศ

ด้านนายไฮเม่ วัลเลส์ Vice President และ Managing Director, Asia Pacific, Japan & China, Amazon Web Services (AWS) กล่าวปาฐกถาถึงความมุ่งมั่นของ AWS ในการลงทุนและขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2039

นายไฮเม่กล่าวว่า “การเป็นพันธมิตรกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและทั่วโลกมายาวนานกว่า 100 ปี จะช่วยให้เทคโนโลยีและขีดความสามารถระดับโลกของ AWS สามารถเชื่อมโยงกับความเข้าใจตลาด เครือข่ายธุรกิจ และการเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ”

AWS มองความร่วมมือครั้งนี้ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างทั่วถึง การนำ AI ไปพลิกโฉมอุตสาหกรรม การยกระดับการเข้าถึงบริการและคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาทักษะ Cloud และ AI ให้แก่คนไทย

แนวทางแรกคือ “Connectivity without limit” หรือการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เข้าถึงผู้คนและชุมชนอย่างกว้างขวาง โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่เมืองหรือศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง

แนวทางที่สองคือการนำ AI ไปพลิกโฉมอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะภาคการเงิน เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างนวัตกรรม และพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย

แนวทางที่สามคือการใช้ AI ยกระดับการเข้าถึงบริการภาครัฐ การสาธารณสุข และการศึกษา เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน

แนวทางที่สี่ AWS–CP ตั้งเป้าพัฒนาทักษะคนไทย 3 ล้านคนใน 5 ปี โดยนายไฮเม่กล่าวว่า “ความท้าทายสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือ Digital Skills Gap หรือช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล โดยแรงงานไทยประมาณ 74% ยังขาดทักษะที่พร้อมสำหรับการทำงานในยุค AI”

ด้วยเหตุนี้ AWS และเครือเจริญโภคภัณฑ์จึงตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาทักษะด้าน Cloud และ AI ให้แก่คนไทยมากกว่า 3 ล้านคนภายในระยะเวลา 5 ปี ผ่านการเรียนรู้ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และการรับรองทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมยอมรับ

ความร่วมมือดังกล่าวจะครอบคลุมถึงโครงการจำลองสถานการณ์ การแข่งขัน และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ ทดลอง และประยุกต์ใช้ AI กับสถานการณ์จริง เพื่อเปลี่ยนจากการเรียนรู้เชิงทฤษฎีไปสู่ทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการศึกษา การทำงาน และการประกอบธุรกิจได้

เป้าหมายนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนายศุภชัยที่เสนอให้ประเทศไทยพัฒนาฐานบุคลากรในลักษณะพีระมิด ตั้งแต่ประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานด้าน AI หรือ AI Literacy บุคลากรในแต่ละวิชาชีพที่สามารถประยุกต์ใช้ AI ไปจนถึงนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

“เราสามารถลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และฮาร์ดแวร์ได้ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานคือคน ประเทศไทยต้องมีทั้งประชาชนที่เข้าใจ AI บุคลากรที่สามารถประยุกต์ใช้ AI และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่จะช่วยให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้นำของภูมิภาค” นายศุภชัยกล่าว

ชู 5 ยุทธศาสตร์ สร้างประเทศไทยเป็น AI Hub

ในการนี้ นายศุภชัยเสนอ 5 ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค ได้แก่

  1. AI Infrastructure & Supply Chain

เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ AI Data Center ระบบ Cloud และโครงข่าย ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนในอาเซียน

  1. AI & Startup Ecosystem

สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเกิดธุรกิจเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพ 20,000 ราย พร้อมพัฒนากลไกสนับสนุนด้านเงินทุน แรงจูงใจ และ Matching Fund ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อดึงดูดเงินทุนระดับโลกเข้าสู่ประเทศ หากสตาร์ทอัพแต่ละรายสร้างงานได้เฉลี่ย 50 คน จะทำให้เกิดบุคลากรราว 1 ล้านคนที่มีทั้งแนวคิดแบบผู้ประกอบการและความเข้าใจเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

  1. Global AI Talent Destination

ผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายของบุคลากร AI ระดับโลก โดยใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรม ความเปิดกว้างของสังคม ขนาดตลาด และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานและการใช้ชีวิตของคนเก่งจากทั่วโลก

  1. Reinvent Education for the AI Era

ปรับระบบการศึกษาให้พร้อมสำหรับยุค AI โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะนักศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ต้องครอบคลุมทุกคณะ ทุกวิชาชีพ และทุกอุตสาหกรรม พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้จากการลงมือพัฒนา AI Project และ Startup จากโจทย์จริง

  1. AI Governance, Ethics & Sovereignty

พัฒนากรอบธรรมาภิบาลและจริยธรรม AI ควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงการพัฒนา Sovereign AI ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และคุณค่าของไทย ตลอดจนการนำ AI และ Digital ID มายกระดับบริการภาครัฐอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

สร้าง AI Ecosystem ตั้งแต่พลังงานถึงแอปพลิเคชัน

นอกจากนี้ นายศุภชัยได้กล่าวว่า การสร้าง AI Economy จำเป็นต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชัน แต่ต้องครอบคลุมพลังงาน ชิปและฮาร์ดแวร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงข่าย ข้อมูล โมเดล AI บุคลากร และการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในทุกอุตสาหกรรม

การเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยจึงต้องพัฒนา AI ควบคู่กับพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ขณะเดียวกัน หากประเทศไทยสามารถดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเข้ามาลงทุน สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะขยายไปสู่ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ ระบบระบายความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบโครงข่าย ไปจนถึงซอฟต์แวร์ บริการ และแอปพลิเคชัน AI

“การดึง AI Ecosystem เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะสิ่งที่จะตามมาไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่คืออุตสาหกรรมใหม่ งานที่มีมูลค่าสูง และโอกาสในการส่งออกทั้งซอฟต์แวร์ บริการ AI และฮาร์ดแวร์” นายศุภชัยกล่าว

จาก Global AI สู่ Sovereign AI ของประเทศไทย

นายศุภชัยยังเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนา Sovereign AI เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล เทคโนโลยี และโมเดล AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศ

ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของชาติ เมื่อ AI สามารถประมวลผลและบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมาก ประเทศไทยจึงต้องมี Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้ข้อมูลและ AI เป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส มีจริยธรรม และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

วัดความสำเร็จจากชีวิตคนไทยและขีดความสามารถของประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง AWS เครือเจริญโภคภัณฑ์ Arise ทรู มหาวิทยาลัย และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นการเชื่อมขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ระดับโลกของ AWS เข้ากับศักยภาพของภาคธุรกิจไทย เพื่อร่วมกันขยายโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร สร้างนวัตกรรม และทำให้ AI เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง

นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้จะต้องไม่วัดจากจำนวนเทคโนโลยีหรือขนาดการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชน เศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศ

“ท้ายที่สุด ความสำเร็จต้องวัดจากว่า AI ช่วยให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นเพียงใด ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้มากขึ้นหรือไม่ และทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญขึ้นใน AI Value Chain ของภูมิภาคและของโลกได้มากเพียงใด” นายศุภชัยกล่าวปิดท้าย