GIT ดันปรับโฉม “จิวเวลรีไทย “ปั้นธุรกิจที่ยั่งยืน ตอบโจทย์เทรนด์โลก หนุนติดป้าย“Made in Thailand”
วันที่ 27 สิงหาคม นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยถึงการที่ GIT ได้จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ระหว่างวันที่ 12–18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างความเข้าใจทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคว่าจิวเวลรี่ในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยความสวยงาม แต่ต้องมีระบบธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมรองรับด้วย
ท้้งนี้ได้ยกตัวอย่างการทำเหมืองพลอยขนาดใหญ่แบบ Responsible Mining ในต่างประเทศ ซึ่งมีการแยกชั้นดินที่ขุดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เมื่อร่อนพลอยออกแล้ว จึงนำดินแต่ละชั้นกลับมาเรียงคืนในตำแหน่งเดิม พร้อมปลูกป่าทดแทนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดชอบสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นน้ำที่การทำเหมือง และครอบคลุมไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการแปรรูป การผลิต การออกแบบเครื่องประดับ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภคที่ผ่านมา GIT จึงมีบทบาทในการช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งมาตรฐานสากลของ Responsible Jewellery Council (RJC) มาตรฐาน GIT Standard 3001 ที่มุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามหลัก Know Your Counterparty และมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร CFO (Carbon Footprint for Organization) พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวให้ทันกับกติกาการค้าและความคาดหวังใหม่ของตลาดโลก
นายทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการ (เทคนิค) GIT กล่าวในวงเสวนา The Future of Ethical Luxury ว่า ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงความสวยงามของเครื่องประดับอีกต่อไป คำถามแรกที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า สินค้าสวยแค่ไหน แต่คือ สินค้านี้มีคุณค่าอะไรอยู่เบื้องหลัง ทำให้สินค้า Luxury ในอนาคต อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกถึงความมั่งคั่งอย่างเปิดเผยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความหรูหราที่มีเรื่องราวและสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ผ่านคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังสินค้า เพราะผู้บริโภคจึงเริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่หลังเครื่องประดับมากขึ้น ทั้งแนวคิดในการออกแบบ แหล่งที่มาของวัสดุ วิธีการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และคุณค่าของ Luxury ในยุคใหม่
ดังนั้น การปรับตัวจึงไม่ควรเป็นเพียงการวิ่งตามกฎทีละข้อ แต่ควรนำหลักความรับผิดชอบมาเป็นส่วนหนึ่งของการวาง Positioning ของแบรนด์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสร้างคุณค่าใหม่ และทำให้ผู้บริโภคเลือกแบรนด์ด้วยเหตุผลที่มากกว่าความสวยงามหรือราคา เพราะเมื่อความรับผิดชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ผู้บริโภคมองหา ความต้องการดังกล่าวก็จะย้อนกลับไปผลักดันให้เกิดการพัฒนางานออกแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มากขึ้น
นายภูวดล วรรธนะชัยแสง จาก GIT กล่าวในวงเสวนา Decoding Green Transition in Gem and Jewelry ว่า การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของแนวคิดและความตั้งใจ ไปสู่การวัดผลที่ต้องมีข้อมูลรองรับ โดยเฉพาะข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีพื้นฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy อยู่แล้ว ตั้งแต่การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การนำเศษหินหรือวัสดุเหลือใช้มาออกแบบและเจียระไนใหม่ ไปจนถึงการรีไซเคิลทองคำเก่า แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรม เพียงแต่วันนี้จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลและพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
การเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนและการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการได้ชัดเจนขึ้น และนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพในระยะยาว โดย GIT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อม และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ โดยเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการผ่านมาตรฐาน แต่คือการทำให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจ และช่วยให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวทันทั้งเป้าหมายของประเทศและความต้องการของตลาดโลก
นายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร จาก GIT กล่าวในหัวข้อเสวนา Responsible Precious Metals ว่า การยกระดับความรับผิดชอบในอุตสาหกรรมโลหะมีค่า ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการหลอมทองคำ จากเตาถ่านหินไปสู่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดการด้านชีวอนามัยในกระบวนการผลิตและรีไซเคิลโลหะมีค่า ล้วนเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม และสะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความคาดหวังใหม่ ๆ มาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน คำถามของผู้ซื้อในวันนี้ก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเปอร์เซ็นต์ของโลหะมีค่าและความน่าเชื่อถือจากระบบการซื้อขายหรือเครื่องหมายรับรองแบบดั้งเดิม ปัจจุบันตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ลึกลงไป เช่น โลหะมาจากการทำเหมืองหรือจากการรีไซเคิล ผู้ผลิตในแต่ละทอดคือใคร รวมถึงมีการดูแลแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างไร นี่คือจุดที่ ความโปร่งใสเข้ามาเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ จากทั้ง 3 วงเสวนา มีข้อสรุปว่า กระบวนทัศน์ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่การแข่งขันอาจวัดกันด้วย ฝีมือ ความสวยงาม คุณภาพ และราคา วันนี้ตลาดกำลังเพิ่มคำถามอีกชุดเข้ามา ตั้งแต่ ใครอยู่เบื้องหลังสินค้า ผลิตอย่างไร วัตถุดิบมาจากไหน และมีผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
สำหรับประเทศไทย เงื่อนไขเหล่านี้อาจเป็นความท้าทาย แต่ก็สามารถเป็นโอกาสในการต่อยอดจุดแข็งเดิมของอุตสาหกรรมไทยเช่นกัน เพราะในวันที่คู่ค้าและผู้บริโภคต้องการมากกว่า สินค้าคุณภาพดี ราคาดี ผู้ประกอบการที่สามารถแสดงให้เห็นถึงระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ ย่อมมีโอกาสสร้างความแตกต่างในตลาดที่ให้คุณค่ากับมิติที่ต่างไป
การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำตามมาตรฐานเพื่อให้ ผ่าน แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่พร้อมสำหรับความคาดหวังของตลาดในอนาคต และหากประเทศไทยสามารถนำจุดแข็งด้านฝีมือการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของฐาน OEM มาต่อยอดด้วยธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน คำว่า “Made in Thailand” ก็อาจมีความหมายมากกว่าแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่หมายถึง สินค้าที่ตลาดโลกสามารถเชื่อมั่นได้ทั้งในสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเครื่องประดับแต่ละชิ้น

