หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าฯ ชี้...

หอการค้าฯ ชี้น้ำหลากไม่สะเทือน FTA ไทย-เนปาล ดัน EV ไทยเจาะตลาด จับตาโลจิสติกส์หลังภัยพิบัติ

30.08.26 | 16:34 น.

หอการค้าฯ ชี้น้ำหลากไม่กระทบ FTA ไทย-เนปาล ย้ำยังน่าลงทุน ดัน EV ไทยเจาะตลาด จับตาโครงสร้างพื้นฐาน-โลจิสติกส์

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ถึงสถานการณ์น้ำหลากในประเทศเนปาลและผลกระทบต่อการเดินหน้าจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เนปาล ว่า ภัยพิบัติดังกล่าวไม่น่ากระทบต่อการเจรจาโดยตรงหากฝ่ายเนปาลยังสามารถเดินหน้าหารือในรอบที่เหลือได้ อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนมากกว่าการค้า เนื่องจากภาคธุรกิจต้องรอประเมินความเสียหายและการฟื้นตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับเนปาลยังสามารถเดินหน้าต่อได้ หากระบบขนส่งภายในประเทศไม่ได้รับความเสียหายจนเป็นอุปสรรค


“เรื่องที่เรากำลังพยายามทำ FTA กับหลากหลายประเทศ เป็นเรื่องการพยายามหาช่องทางการค้า การลงทุนใหม่ๆ เราอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ไทยจำเป็นต้องรักษาจุดยืนที่เป็นกลาง และเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการนำเข้า ส่งออก และการลงทุน” นายวิศิษฐ์กล่าว

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อการลงทุนในเนปาล ยังมองว่าควรเดินหน้าต่อ แต่ต้องพิจารณารายละเอียดให้ชัดเจน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์น้ำหลากคลี่คลาย โดยต้องประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานส่วนใดได้รับความเสียหาย และเกี่ยวข้องกับพื้นที่หรือภาคธุรกิจที่นักลงทุนไทยกำลังสนใจหรือไม่ เนื่องจากเนปาลเป็นประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล ต้องอาศัยท่าเรือและเส้นทางขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดีย ทำให้ระบบโลจิสติกส์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าและการลงทุน หากระบบขนส่งยังสามารถดำเนินการได้ การค้าก็ยังมีโอกาสเดินหน้าต่อ ทั้งนี้ การลงทุนอาจต้องใช้เวลาให้เนปาลฟื้นตัวก่อน

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สินค้าที่ประเทศเนปาลมีศักยภาพ ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้า และงานหัตถกรรม ซึ่งมีจุดเด่นด้านงานฝีมือและพยายามพัฒนาสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมียม รวมถึง สมุนไพรหิมาลัย สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สุขภาพ และยา โดยมองว่าเป็นโอกาสของไทยในการนำเข้าวัตถุดิบมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

Advertisement

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนสินค้าไทยที่มีโอกาสขยายตลาดในเนปาลส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมยา และพลาสติก โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีศักยภาพจากฐานการผลิต EV ของไทยที่ขยายตัว ขณะที่เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมยาเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดเนปาลอยู่แล้ว

นายวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เนปาลกำลังเผชิญสถานการณ์ภัยพิบัติ แต่ยังเป็นตลาดที่ควรจับตาในระยะยาว โดยภาคเอกชนไทยต้องติดตามความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจไปยังประชาชนเนปาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำหลาก
//////