วิทัย ยัน ธปท.พร้อมดูแล ศก.แต่การกระตุ้นไม่ใช่หน้าที่ กาง 3 มิติสร้างเสถียรภาพศก.
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อนโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ภายในงาน Beyond ESG THAILAND TRANSITION #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ว่า ความเสี่ยงของประเทศไทย และบริบทของประเทศเปลี่ยนแปลงไป โดยปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ที่ 2.3% เป็นการโตลดลงเมื่อเทียบจากช่วงก่อนเกิดก่อนวิกฤตปี 2540 จีดีพีไทยเคยเติบโตเฉลี่ย 7% หลังวิกฤตปี 2540 จีดีพีโตเฉลี่ยเหลือ 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) จีดีพีโตเหลือ 3.7% และหลังวิกฤตโควิด-19 โตเหลือเพียง 2.4% ทำให้ความเสี่ยงของประเทศไทยจึงเป็นการโตต่ำลงเรื่อยๆ ตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพอีกต่อไปแล้ว เราจึงยืนอยู่กับที่ไม่ได้ โดยหากเศรษฐกิจยังโตต่ำ ซึมตัวต่อไป จะส่งผลให้รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจจะลดต่ำลงเรื่อยๆ เช่นกัน ท้ายที่สุดคนจะเกิดหนี้เสีย (NPL) จำนวนมาก เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย เอสเอ็มอีต้องปิดตัวลง และเหลือเพียงบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่รอด ซึ่งสุดท้ายปัญหาความอ่อนแอเหล่านี้จะหมุนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบในที่สุด
นายวิทัย กล่าวว่า ตามกฎหมาย ธปท.มีหน้าที่หลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและมีความเสี่ยงจำกัดอย่างมากใน 3 มิติ ได้แก่ 1.เสถียรภาพด้านราคา หรือเงินเฟ้อ มีกรอบเป้าหมายที่ 1-3% โดยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำกว่า 1% ถือว่าต่ำกว่ากรอบล่างเนื่องจากปัจจัยด้านอุปทาน อาทิ ราคาน้ำมันลดลง แต่ดีมานด์ หรืออุปสงค์ในประเทศกำลังออกมาจากเศรษฐกิจใหม่ 2.เสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.ต้องดูแลไม่ให้เกิดวิกฤตเหมือนปี 2540 ที่ผู้ฝากเงินเดือดร้อน ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่งมาก มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง สูงถึง 20% จากเกณฑ์ขั้นต่ำควรอยู่ที่ 11% หรือสูงกว่าเกณฑ์เกือบ 2 เท่า สภาพคล่องมีความเสี่ยงต่ำ และกำไรเติบโตต่อเนื่อง แม้รายได้ดอกเบี้ยจะลดลงแต่มีรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการลงทุนมาทดแทน และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลระบบ QR payment และการโอนเงินจ่ายต่างๆ ซึ่งปัจจุบันระบบการชำระเงินและระบบ QR ของไทยจัดเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และจุดเด่นสำคัญคือ ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม เทียบกับต่างประเทศที่ต้องเสียค่าโอนครั้งละ 1 หรือ 3 เหรียญต่อการโอนเหรียญสหรัฐ
“แบงก์ชาติในยุคปัจจุบัน ได้เพิ่มบทบาทการเข้าไปประคับประคองเศรษฐกิจตามมาตรา 7 วรรค 2 โดยให้ความสำคัญและคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย แต่ไม่ใช่หน้าที่ของธนาคารกลางที่จะเป็นแนวหน้าหรือผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต แต่จะมุ่งเน้นที่การเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจซึมตัว ผ่านการออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเหมือนที่ผ่านมา” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า นโยบายการเงินของไทยดำเนินงานหลักผ่านเครื่องมือเดียวคือ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งไทยไม่สามารถใช้นโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เหมือนธนาคารกลางในหลายประเทศได้เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่หากมีการอัดฉีดสภาพคล่องหรือปั๊มเงินเข้าระบบผ่านเครื่องมือต่างๆ เงินเหล่านั้นจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดซื้อคืนพันธบัตรทันทีโดยไม่เกิดผลกระตุ้นใดๆ ต่อระบบเศรษฐกิจจริง ประกอบกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวก็ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาธนาคารเป็นหลัก ซึ่งช่องทางการจัดสรรทรัพยากรผ่านสถาบันการเงินไม่ได้เชื่อมโยงกับตลาด QE โดยอัตราเงินสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงินในไทยก็อยู่ในระดับที่ต่ำมากจนไม่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับลดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก โดยหากไม่นับช่วงโควิดที่เคยปรับลดลงไปต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเพื่อประคองเศรษฐกิจ แต่หากมีสถานการณ์ช็อกทางเศรษฐกิจหรือปัญหาเงินเฟ้อในปี 2570 เกิดขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถปรับลดลงได้อีก 0.5% และแบงก์ชาติยังมีเครื่องมือสำรองอื่นๆ ด้วย
“ดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไปไม่ใช่เรื่องดีในระยะยาว เพราะส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ฝากเงินรายย่อย ที่ได้รับผลตอบแทนลดลงตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลง ขณะที่ผู้กู้ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลง ทำให้นโยบายการเงินมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและไม่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง คือ ไม่ perfect เนื่องจากเมื่อปรับอัตราดอกเบี้ยแล้วจะส่งผลกระทบวงกว้างต่อทุกคนในระบบเศรษฐกิจ ไม่สามารถเลือกช่วยเหลือเป็นจุดๆ อาทิ เฉพาะกลุ่ม SME หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งได้ ตรงกันข้ามกับนโยบายการคลังที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือระบุเป้าหมายเป็นจุดๆ ได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลทันที” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า นโยบายการเงินจะมีผลกระทบสูงและยาวนานกว่าในระยะยาว แม้ต้องใช้เวลาส่งผ่านนโยบาย (time lag) นานประมาณ 8-12 เดือนโดยนโยบายการเงินเน้นส่งผลต่อภาคอุปสงค์ (ดีมานด์) และการบริโภค แต่ไม่ส่งผลต่อภาคอุปทาน หรือศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ประเมินศักยภาพสูงสุดของไทยไว้ที่ 2.7% หากโยนทรัพยากรและเทคโนโลยีทั้งหมดใส่เข้าไป เป้าหมายคือ ต้องผลักดัน GDP ปัจจุบันที่คาดว่าโต 2.3% ให้เข้าใกล้ศักยภาพ 2.7% ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพ Potential GDP ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่มีผลในส่วนการยกระดับอุปทานนี้
นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยโครงการเดียว หรือปล่อยให้นักเศรษฐศาสตร์พูดอย่างเดียว หรือนักการเมืองทำนโยบายเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นในการหาเสียงเท่านั้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งคุณภาพการศึกษาที่ไม่ตรงกับความต้องการ สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ผลิตภาพการผลิต ที่ขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และปัญหาความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ ธุรกิจสีเทาและการคอร์รัปชัน รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายโดยองค์กรอิสระ เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ธปท.ได้เข้ามาดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การแก้หนี้ การเข้าถึงสินเชื่อ (Inclusion) ปัญหาเงินสีเทา และการคอร์รัปชัน อย่างการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้หรือปิดหนี้ไปได้แล้วกว่า 1 แสนรายหรือบัญชี คุมเข้มธุรกรรมเงินสดก้อนใหญ่เบิกเกิน 5 ล้านบาท ควบคุมการซื้อทองคำแท่ง และร่างเกณฑ์ใหม่คุมเข้มธุรกิจ “BNPL” (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง)
“การปฏิรูปและควบคุมกำกับดูแลธุรกิจ Non-Bankเพราะความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในธนาคารพาณิชย์ 14 แห่ง ธนาคารรัฐ 7 แห่ง หรือธนาคารต่างประเทศอีก 24 แห่ง แต่ความเสี่ยงนอกระบบธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Bank ที่มีความซับซ้อน รวดเร็ว และกว้างขวางขึ้นมาก สะท้อนจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าธนาคาร หากดูพอร์ตสินเชื่อรายย่อย มีสัดส่วนจำนวนบัญชีสูงถึง 75% ของระบบ และมีสัดส่วนมูลค่าสินเชื่อสูงถึง 55% ของระบบการเงิน จึงต้องเข้าไปดูแลให้มากขึ้น” นายวิทัย กล่าว




