ผู้ว่าแบงก์ชาติ เปิดทิศทางขับเคลื่อนศก.ไทย ‘Bangkok Business Summit 2026’ เสริมภูมิคุ้มกันปราบปรามอาชญากรรมการเงินดิจิทัล
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในการประชุมสุดยอดผู้นำ The Bangkok Business Summit 2026 : Reinvent Thailand, Resilient ASEAN ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในหัวข้อ Thailand’s New Horizons : Empowering People, Building Resilience ว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองในรอบ 35 ปี ทั้งนี้ การต้อนรับผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศทั่วโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ประชาคมโลกมีต่อไทย แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของไทยต่อภูมิภาคเอเชียบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน
นายวิทัย กล่าวว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยต้องรับมือกับแรงกระแทกและความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ รอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนคลื่นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจัยซ้อนทับเหล่านี้ฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 5.3% เหลือเพียง 2.4% หลังยุคโควิด-19 โจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัวในระยะสั้น แต่คือการเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience) และยกระดับขีดความสามารถเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมสู่การประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ ประเทศไทยพร้อมชูแนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.Digital Transformation & AI Integration หรือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
2.Trusted Regional Hub หรือ การวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งความไว้วางใจท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
3.Green Finance Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการจัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) และ 4.Demographic Shift & Longevity Economy: การรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร พร้อมเปลี่ยนการเข้าสู่สังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
นายวิทัย กล่าวว่า ในฝั่งของภาคการเงินดิจิทัล ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ที่รองรับการใช้งานมากกว่า 83 ล้านบัญชี และแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่มีผู้ใช้กว่า 40 ล้านคน ทว่า ความสะดวกสบายในโลกดิจิทัลย้อนกลับมาพร้อมภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ธปท. จึงยึดแนวทางการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) ซึ่งเป็นเข็มทิศสำคัญเพื่อยกระดับระบบการเงินไทย
นายวิทัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ธปท. ได้ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลก ยกร่าง Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบมาตรฐานระดับสากลในการป้องกันและรับมือกับการทุจริตทางดิจิทัล ขณะเดียวกัน ได้เร่งกวาดล้างการฟอกเงินและบัญชีม้าอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ความเสียหายจากการฉ้อโกงประเภท Authorised Push Payment (APP Fraud) หรือกรณีที่เหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินด้วยตนเอง ลดลงถึงเกือบ 80% จากจุดสูงสุด
นายวิทัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท. ได้เดินหน้าบังคับใช้มาตรการเข้มข้นใน 4 ช่องทางเสี่ยงฟอกเงิน ได้แก่ การจำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง (ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งลดการถอนลงได้แล้วกว่า 52%) การกำกับดูแลการถอนทองคำแท่งจากการซื้อขายออนไลน์ (ลดลงได้ 70%) การคุมเข้มธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการผนึกกำลังกับ ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT) ที่มีความผิดปกติ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมเปิดตัว “กรอบความร่วมมือด้านการป้องกันการทุจริตทางการเงินแบบบังคับใช้ข้ามภาคส่วน” ในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยจะเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) และผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อร่วมกันสกัดกั้นธุรกรรมและกระแสเงินผิดกฎหมาย พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับสถาบันการเงินทุกแห่งในการต่อต้านการทุจริตและการฟอกเงินอย่างจริงจัง



