หน้าแรก เศรษฐกิจ ธนพันธุ์ เผย ...

ธนพันธุ์ เผย 7ปมฉาว กสทช. ฝ่ายบริหาร บิดเบือนกฎหมาย-ดองร้อยวาระ กระทบเชื่อมั่นลงทุน

7.09.26 | 17:24 น.

กสทช. เผชิญวิกฤตศรัทธา เหตุฝ่ายบริหารสำนักงานฯ ขาดหลักธรรมาภิบาล บิดเบือน “หลักนิติธรรม” หวั่นทุบความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำประชาชนไร้ที่พึ่ง

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วย น.ส.พิรงรอง รามสูต และ นายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาวาระค้างพิจารณาสะสมมากกว่า 100 วาระ หลังเกิดกรณีการประชุมบอร์ด กสทช. ล่มบ่อยครั้ง จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง.


พล.อ.ท. ธนพันธุ์ เปิดเผยว่า ยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ต้องการให้การประชุมล่ม แต่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมที่ขัดต่อกฎหมายได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งส่งผลให้ไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ได้อีกต่อไป ตนจึงได้ทำหนังสือส่งถึงสำนักงาน กสทช. ขอให้เร่งจัดประชุมเฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 5 คน ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ และสอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. กลับปฏิเสธดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว แม้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะชี้แจงชัดเจนว่าคำสั่งทางปกครองมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อผู้รับได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์หรือฟ้องศาลไม่ได้ทำให้คำสั่งหมดผลบังคับใช้ก็ตาม แต่คาดว่าทั้ง ศ.คลินิก สรณ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล คงจะไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้อำนาจแปรสภาพ “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) ให้กลายเป็น “หลักตามใจชอบ” ละเลยบทบัญญัติมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ระบุว่า การบริหารงานของสำนักงาน กสทช. ที่ผ่านมา ขาดหลักธรรมาภิบาลและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมี 7 ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่

Advertisement
  1. บิดเบือนหลักเกณฑ์และดองการสรรหาเลขาธิการฯ ตัวจริง: ศ.คลินิก สรณ ฝ่าฝืนระบบองค์คณะ ออกประกาศฯ เองเพื่อเสนอชื่อนายไตรรัตน์ และเมื่อบอร์ดเสียงข้างมากไม่เห็นชอบ กลับใช้วิธีดองกระบวนการ ไม่ยอมเริ่มต้นสรรหาใหม่ตามกฎหมายโดยอ้างว่ามีคดีในศาล ทั้งที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือคุ้มครองชั่วคราว
  2. ยื้อสถานะรักษาการเลขาธิการฯ ยาวนานเกิน 5 ปี และเมินมติ ครม.: ปล่อยให้นายไตรรัตน์ รักษาการยาวนานเกินวิสัยหน่วยงานรัฐ และปฏิเสธไม่ยอมลงนามเปลี่ยนตัวตามมติบอร์ด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกทวงถามถึงมติ ครม. ที่ห้ามรักษาการเกิน 180 วัน กลับอ้างความเป็นองค์กรอิสระ แต่พอเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับอื่นที่ฝั่งตนได้ประโยชน์ กลับนำมาชี้แจงบิดเบือนและสั่งให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
  3. พฤติกรรม “ผลัดกันลงนาม” ต่อสัญญารองเลขาธิการฯ ส่อเอื้อประโยชน์: มีการต่อสัญญาจ้างรองเลขาธิการฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด ในลักษณะที่นายไตรรัตน์ และนายสุทธิศักดิ์ ตันตระโยธิน ผลัดกันลงนามอนุมัติสัญญาจ้างให้กันและกัน ทั้งที่กรรมการทักท้วงและเรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
  4. นิติกรรมจำแลง ฟ้องปิดปากผู้ตรวจสอบ (SLAPP Lawsuit): ปล่อยให้นายไตรรัตน์ ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช. 4 คน และบอร์ดทั้งคณะ ทั้งคดีอาญา แพ่ง และปกครอง โดย ศ.คลินิก สรณ ยังคงให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ขัดหลักการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) อย่างร้ายแรง มิหนำซ้ำ ศ.คลินิก สรณ ยังยื่นฟ้องแพ่งกรรมการ 4 คนด้วย เข้าข่ายใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธปิดปากฝ่ายตรวจสอบ
  5. แทรกแซงและข่มขู่พนักงานประจำด้วยโทษวินัย: ศ.คลินิก สรณ ออกบันทึกห้ามพนักงานดำเนินงานตามที่กรรมการร้องขอ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากประธานหรือรักษาการเลขาธิการฯ ก่อน มิฉะนั้นจะถือว่าผิดวินัย นับเป็นการนำโทษทางวินัยมาขู่ขวัญพนักงานประจำ
  6. ลักไก่ทดลองใช้โครงสร้างองค์กรหนีมติบอร์ด: ออกคำสั่ง “ทดลองใช้” โครงสร้างสำนักงานใหม่และโยกย้ายพนักงานจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุมัติจากบอร์ด ในขณะที่ระเบียบวาระโครงสร้างองค์กรจริง ศ.คลินิก สรณ ใช้วิธีสั่งพักการประชุมแล้วแอบมาปิดประชุมเพื่อหนีการลงมติ ทำเรื่องค้างนานกว่า 2 ปี
  7. จัดวาระประชุมสองมาตรฐาน ดองเรื่องเพื่อรักษาอำนาจ: เลือกปฏิบัติในการนำวาระเข้าพิจารณาตามใจชอบ จนมีวาระสำคัญค้างสะสมมากกว่า 40 วาระ บางเรื่องค้างนานกว่า 3 ปี โดยเฉพาะระเบียบวาระการแก้ไขระเบียบการประชุมเพื่อแก้ปัญหาดองงาน กลับไม่ยอมนำมาพิจารณาเพราะเกรงว่าจะถูกลดทอนอำนาจตนเอง

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการเกี่ยวกับแผน USO ที่อ้างว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงานฯ ซึ่งขึ้นตรงต่อประธานเท่านั้น อีกทั้งยังมีการออกเอกสารแจกสื่อมวลชนที่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยนำเอา “คำกล่าวอ้างของฝั่งตนเอง” ในคดีคุณสมบัติประธาน ไปรายงานเสมือนเป็น “คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด” ว่าชนะคดีแล้ว ทั้งที่ความจริงศาลเพียงแค่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเท่านั้น จนทำให้สำนักงานศาลปกครองต้องออกข่าวโต้แย้งและตักเตือนการเผยแพร่ข่าวที่สร้างความเข้าใจผิด

พล.อ.ท.ธนพันธุ์  ยังกล่าวย้ำว่า การปล่อยให้ผู้บริหารรัฐปฏิเสธกฎหมาย จะส่งผลกระทบลูกโซ่ร้ายแรงใน 3 มิติหลัก คือ 

  • กสทช. หมดความชอบธรรมในการกำกับดูแลเอกชน: เมื่อองค์กรผู้คุมกฎกลายเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง ย่อมขาดความน่าเชื่อถือในการไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ
  • ประชาชนและผู้บริโภคไร้ที่พึ่ง: เกิดภาวะสูญญากาศทางกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะถูกลดทอน สิทธิขั้นพื้นฐานถูกเพิกเฉย ปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกรรมจากความล้มเหลว
  • ทำลายความเชื่อมั่นและดึงเช็งเม็ดเงินลงทุน: กฎหมายที่ไม่มีความแน่นอนและแปรเปลี่ยนตามก๊วนอำนาจคือ “ฝันร้าย” ของนักลงทุนต่างชาติ หากปล่อยไว้ ประเทศไทยจะสูญเสียความน่าเชื่อถือ และไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าเสี่ยงนำเงินเข้ามาลงทุนอีก

“หากผู้บริหารองค์กรของรัฐใดไม่ยอมรับกฎหมายและไม่ยึดหลักนิติธรรมแล้ว ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและการบริหารองค์กรนั้นแน่นอน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ แต่กลับใช้คำว่า ‘อิสระ’ มาบิดเบือนไม่ทำตามกฎหมายและปฏิเสธการตรวจสอบ แม้กระทั่งการตรวจสอบจากกรรมการด้วยกันเอง ถึงเวลาแล้วที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐ จะต้องเข้ามาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ก่อนที่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนจะเสียหายไปมากกว่านี้” พล.อ.ท. ธนพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย