หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.พลังงาน เปิ...

ก.พลังงาน เปิดรับฟังร่าง PDP2026 คุมค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทตลอดแผน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

8.09.26 | 14:28 น.
ภาพโดย torstensimon จาก Pixabay

ก.พลังงาน เปิดรับฟังร่าง PDP2026 คุมค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทตลอดแผน ดัน Direct PPA รับ Data Center ปักหมุด SMR สูงสุด 9,000 เมกะวัตต์ เลือก Hybrid ดัน RE 73%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน เวลา 08.00 น. ที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จัดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2593 (PDP2026) โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ ผู้ประกอบการภาคเอกชน บริษัทด้านพลังงานและเทคโนโลยี ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ตลอดจนองค์กรไม่แสวงหากำไร ขณะที่มีผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์อีกประมาณ 6,000 ถึง 7,000 คน สะท้อนความสนใจต่อทิศทางนโยบายไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งมีผลต่อทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และทิศทางการลงทุนในอนาคต


นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงาน ว่า การจัดทำร่าง PDP2026 ฉบับใหม่เป็นการกลับมาทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วเมื่อปี 2567 แต่เกิดเหตุการณ์และปัจจัยใหม่จำนวนมาก จึงต้องนำแผนมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทประเทศในปัจจุบัน โดยคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศได้ประชุมและกลั่นกรองข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเทคโนโลยี เงื่อนไขของประเทศ และแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ PDP2026 สามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ราคา พลังงานสะอาด และความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจทั้งภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการค้าและการลงทุน เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Carbon Footprint มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center และอุตสาหกรรม AI ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก และไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าที่มีปริมาณเพียงพอ แต่ต้องเป็นไฟฟ้าที่สะอาดและมีความมั่นคงสูง ทำให้การจัดทำ PDP2026 ต้องปรับวิธีคิดจากเดิมที่เน้นเพียงการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าแล้วจัดหาโรงไฟฟ้าและระบบส่งให้เพียงพอ

นายประเสริฐ กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์สำคัญคือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center รถยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีตัวเลขการติดต่อขอซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 22,000-25,000 เมกะวัตต์ ล่าสุดสูงถึงประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด จึงต้องรวบรวมข้อมูลให้เป็นชุดเดียวกันและคัดกรองโครงการ โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI Industry Foundation ซึ่งจะเป็นฐานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

Advertisement

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับระยะสั้น ประเทศไทยยังสามารถรองรับการเติบโตของ Data Center ได้ เนื่องจากปัจจุบันมี Reserve Margin ประมาณ 25% ทำให้ยังไม่กังวลเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าในเบื้องต้น แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่าย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาด้วยว่า Data Center จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใด หรือกระจายตัว และความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด โดยการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งได้เตรียมความพร้อมและจัดสรรงบประมาณเพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบสายส่งและสายจำหน่ายไว้รองรับแล้ว

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ร่าง PDP2026 ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า ทั้ง Direct PPA และการผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งเป็นทิศทางที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดไว้ โดยจะขยายการใช้ Direct PPA จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดเข้าถึงกลไก Third Party Access และ Direct PPA ได้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือน ซึ่งทำให้ PDP ฉบับใหม่มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม เพราะต้องรองรับทั้ง Data Center การผลิตไฟฟ้าใช้เอง Direct PPA การเปิดเสรีไฟฟ้า และเป้าหมาย Net Zero ซึ่งแต่ละเรื่องมีข้อดี ข้อเสีย และมุมมองที่แตกต่างกัน

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับร่าง PDP2026 ได้จัดทำไว้ 4 Scenario เพื่อสะท้อนทางเลือกของประเทศ ทั้งกรณีเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระดับสูงสุด การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS และแนวทางแบบ Hybrid โดยแต่ละ Scenario มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทั้งในระบบและนอกระบบ ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ มีความไม่แน่นอนและรูปแบบการผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเห็นได้จากช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ขยับจากช่วงกลางวันมาอยู่ในช่วงกลางคืนประมาณ 21.00-22.00 น. เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้าใช้เองและติดตั้งโซลาร์เพิ่มขึ้นในช่วงกลางวัน ดังนั้น ระบบไฟฟ้าไทยจำเป็นต้องสามารถจ่ายไฟได้ตลอดเวลา พร้อมรักษาความมั่นคงของระบบควบคู่ไปกับการเพิ่มพลังงานสะอาด

นายประเสริฐ กล่าวว่า หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาพิจารณาในร่าง PDP2026 คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งมองว่าสามารถตอบโจทย์ไฟฟ้าแบบ Zero Emission และเป็นโรงไฟฟ้าแบบ Base Load ที่จ่ายไฟได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะกับการรองรับภาคอุตสาหกรรมและ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าต่อเนื่อง ทั้งนี้ ใน 4 Scenario ของ PDP2026 มีการวางปริมาณ SMR สูงสุดประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ในปี 2050 ขณะที่การเริ่มต้นโครงการ หากเทคโนโลยีเป็นไปตามแนวทางที่ศึกษาในปัจจุบัน มีแนวทางเริ่มต้นที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับโครงการ SMR โรงงานแรกนั้นมีแนวโน้มให้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่ม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวและต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง ส่วนการเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในโครงการต่อๆ ไป จะขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งการยอมรับของประชาชน ความเข้าใจ เทคโนโลยี และกฎระเบียบ ซึ่งปัจจุบันขนาด SMR ที่มีศักยภาพและสามารถผลิตไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ ประเมินไว้ประมาณ 300 เมกะวัตต์ต่อโรง

นายประเสริฐ กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นต่อ SMR ต้องเริ่มจากภาครัฐจัดทำมาตรฐานและกฎระเบียบกำกับดูแลให้ครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้าง การเดินเครื่อง การผลิต การบำรุงรักษา ไปจนถึงการจัดการกากนิวเคลียร์ โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรและให้ข้อมูลประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันหลายประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และหลายประเทศในยุโรป ขณะที่ในอาเซียนมีประเทศที่พูดถึงการพัฒนา SMR เช่น เวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย โดยประเทศไทยไม่ควรแยกตัวออกจากทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งเรื่อง Data Center และ Net Zero

นายประเสริฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง PDP2026 จะให้น้ำหนักกับพลังงานสะอาดสูง แต่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน 100% ได้ เนื่องจากมีความไม่แน่นอนของการผลิต โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนหรือฤดูแล้ง จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม ทั้ง แบตเตอรี่และ Energy Storage เพื่อกักเก็บพลังงานหมุนเวียนไว้ใช้ในช่วงที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ รวมถึงต้องมีโรงไฟฟ้า Conventional โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า ขณะที่ SMR เป็นอีกทางเลือกสำหรับการผลิตไฟฟ้าแบบ Base Load อย่างไรก็ตาม PDP2026 ต้องเดินหน้าให้โรงไฟฟ้าไทยให้สะอาดให้มากที่สุด แต่ต้องไม่แลกกับความมั่นคงของระบบ เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าในยุค Data Center และ AI ต้องการไฟฟ้าที่พร้อมใช้ 24 ชั่วโมง 365 วัน

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าตามสมมติฐานของร่าง PDP2026 กระทรวงพลังงานพยายามควบคุม ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดช่วงแผนให้อยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยอาศัยการผสมผสานเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีต่างๆ ภายใต้สมมติฐานของแผน หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว สนพ.จะเปิดช่องทางผ่านเว็บไซต์ให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเสนอความคิดเห็นและคำถามเพิ่มเติม โดยกำหนดระยะเวลารับฟังประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนรวบรวมข้อเสนอแนะมาพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่ต้องปรับปรุงหรืออธิบายเพิ่มเติม
คาดว่าจะปรับปรุงร่างแผนได้ภายในเดือนตุลาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะเสนอ กพช. และ ครม.ประมาณเดือนพฤศจิกายน

นายประเสริฐ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อ PDP2026 ได้รับความเห็นชอบแล้ว จะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งโรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างใหม่ โรงไฟฟ้าที่จะต่ออายุ การเปิดรับซื้อไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่าย รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ให้สอดคล้องกับทิศทางของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นฯ ว่า การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2026 มีเป้าหมายสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม รองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานสะอาด การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว และหลัก Just Energy Transition โดยเริ่มจัดทำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 คณะอนุกรรมการฯ ประชุมมาแล้วประมาณ 22 ครั้ง และจัดทำ Load Forecast ช่วงปี 2569-2593 ก่อนนำความคิดเห็นจากการรับฟังกลุ่มย่อยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 มาปรับปรุงเป็นร่างแผนฉบับปัจจุบัน

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า PDP2026 จัดทำแบบจำลองไว้ 4 Scenario เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกในการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงาน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยจากระดับปกติประมาณ 121 ล้านตัน เหลือ 19 ล้านตัน ได้แก่ Scenario 1 หรือ BAU ใช้พลังงานสะอาด 65% ฟอสซิล 35% ลดการปล่อยเหลือ 66 ล้านตัน, Scenario 2 ใช้สัดส่วน 65:35 เช่นเดิมแต่เพิ่ม CCS 100%, Scenario 3 เพิ่มพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 89% โดยไม่ใช้ CCS ทำให้ความต้องการก๊าซลดเหลือประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และ Scenario 4 แบบ Hybrid เพิ่ม RE เป็นประมาณ 73% ควบคู่ CCS บางส่วน โดยรักษาการใช้ก๊าซในอ่าวไทยไว้ราว 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดการพึ่งพา LNG ซึ่งเบื้องต้น สนพ.ให้น้ำหนัก Scenario 4 เพราะเป็นทางสายกลางระหว่างต้นทุน ความมั่นคง และเป้าหมาย Net Zero

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ด้านค่าไฟฟ้าจากการประเมินเบื้องต้น ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดช่วงแผนทั้ง 4 Scenario อยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่สามารถปรับเปลี่ยนตามนโยบายและปัจจัยแวดล้อม โดยช่วงปลายแผนอาจขยับขึ้นประมาณ 4.50-4.60 บาทต่อหน่วย ขณะที่การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในระดับสูงจำเป็นต้องลงทุนระบบรองรับความผันผวน ทั้ง Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS รวมถึงให้ กฟผ.ลงทุน Synchronous Condenser และ STATCOM เพื่อรักษาความถี่และแรงดันไฟฟ้า พร้อมผลักดัน Demand Response (DR) และ Virtual Power Plant (VPP) จากแบตเตอรี่และ EV รวมศักยภาพกว่า 14,000 เมกะวัตต์

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับ Data Center ซึ่งเป็นแรงขับสำคัญของความต้องการใช้ไฟฟ้า สนพ.ประเมินไว้ 3 ระดับ คือ 6,000 เมกะวัตต์ 8,800 เมกะวัตต์ และเกือบ 20,000 เมกะวัตต์ โดยเลือกตัวเลขระดับกลาง 8,800 เมกะวัตต์ เป็นฐานในการรัน PDP2026 ซึ่งเป็นการซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจผลิตไฟฟ้าใช้เอง ติดตั้งแบตเตอรี่ หรือทำ Direct PPA อย่างไรก็ตาม นโยบายปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงนอกระบบสายส่งหลัก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาการเติบโตของ EV และเศรษฐกิจดิจิทัลประกอบด้วย

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มีมาตรการขยายอายุโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินบางแห่งในพื้นที่ EEC เป็นการชั่วคราว โดยทั่วไปประมาณ 5-6 ปี เนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่อาจก่อสร้างไม่ทันกำหนด ส่วนภาคใต้ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามการท่องเที่ยว มีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2 โรง กำลังผลิตรวมประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ หรือเฉลี่ยโรงละ 700 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ สนพ.ให้ กฟผ.และ กฟน.เร่งจัดตั้งศูนย์ RE Forecast เพื่อพยากรณ์การผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบรายวันและรายชั่วโมง เพื่อเตรียมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติให้พร้อมเดินเครื่องทดแทน และปรับปรุงระบบจำหน่ายรองรับการชาร์จ EV ในครัวเรือน

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า หลังเปิดรับฟังความคิดเห็น สนพ.จะรวบรวมข้อเสนอแนะจากทั้งการสัมมนาในสถานที่และระบบออนไลน์ เพื่อนำมาปรับปรุงร่าง PDP2026 ให้ครบถ้วนและเหมาะสมกับบริบทประเทศ ก่อนเสนอ กพช.และ ครม.ตามขั้นตอน โดยหัวใจสำคัญของแผนคือการสร้างสมดุลระหว่าง ไฟฟ้าที่มั่นคง ต้นทุนที่แข่งขันได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย และเศรษฐกิจใหม่ที่มี Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อน