หอการค้า เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจ ส.ค. ฟื้นยกแผงรอบ 6 เดือน รับไทยช่วยไทยพลัส เตือน ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนศก. ชงรัฐแก้น้ำท่วม-เติมทุน SME-ปลุกท่องเที่ยวส่งท้ายปี
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ว่า ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นทั้งสองภาคส่วนปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกรายการพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 36.5 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตอยู่ที่ 61.4 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยรับอานิสงส์สำคัญจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยพยุงเรื่องการบริโภคและบรรเทาค่าครองชีพในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งการขยายเวลาคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 และราคาพืชผลทางการเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในภูมิภาคต่าง ๆ
“ปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมกำลังซื้อของประชาชนมาจากการอุดหนุนของภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อพยุงการบริโภคและบรรเทาค่าครองชีพ ซึ่งโครงการนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนไปแล้วกว่า 140,000 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวหมุนหลักที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้นและเริ่มกลับมามองว่ารถยนต์เริ่มน่าซื้อขึ้น บ้านเริ่มน่าซื้อขึ้น และมีความพร้อมที่จะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) อยู่ที่ระดับ 36.0 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นแต่ดัชนีทุกตัวยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ซึ่งสะท้อนว่าทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่แข็งแกร่งพอและยังคงเผชิญกับความยากลำบาก เพราะแม้จะมีสัญญาณการเติบโตขึ้น แต่ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังคงมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เนื่องจากเอสเอ็มอียังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและขาดแคลนสภาพคล่อง อีกทั้งผู้บริโภคยังกังวลต่อปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาค่าครองชีพ และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือ ก็ได้สร้างความวิตกกังวลต่อความเสียหายของทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตร
“ความท้าทายอยู่ตรงที่ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาเป็น K-Shape จริง ๆ โดยในปัจจุบันการจ้างงานในต่างจังหวัดยังไม่ดีขึ้น ส่วนใหญ่ตอบว่าแย่ลง และเรายังพบสัญญาณของการเริ่มที่จะลดแรงงานลงเพื่อปรับตัวรับมือกับต้นทุน แต่อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจเริ่มมีความหวังว่าในอนาคตอีก 6 เดือนข้างหน้า โอกาสในการจ้างงานและการลงทุนน่าจะปรับตัวกลับมาดีขึ้นได้” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2569 นี้ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง หรือกลับไปทรุดตัว สาเหตุหนึ่งจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นแรงหนุนหลักของการกระตุ้นการบริโภคกำลังจะหมดเขตลงในเดือนกันยายน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ มารองรับอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงสูงที่กำลังซื้อและการบริโภคในประเทศจะกลับมาชะลอตัวหรือทรุดตัวลงในเดือนตุลาคม ประกอบกับปัญหาราคาน้ำมันดิบตลาดโลก จากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกขยับสูงแตะระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้น้ำมันขายปลีกในประเทศขยับเข้าใกล้ลิตรละ 40 บาท ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่กดดันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยให้แบกภาระติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ผมอยากจะตั้งประเด็นสำคัญว่า ช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมนี้คือจุดเปลี่ยนของประเทศไทย สัญญาณตรงนี้จะเป็นตัวบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หรือจะพลิกกลับไปทรุดตัวลงอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเราจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและห้ามไม่ให้มีปัจจัยใด ๆ มาสะดุด เพราะหากเกิดการสะดุดขึ้นมา เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสที่จะทรุดตัวลงไปอีกครั้งทันที” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองปรับลดลงทั้งในปัจจุบันและอนาคต สะท้อนว่าประชาชนและภาคธุรกิจยังกังวลต่อคดีความและความไม่ชัดเจนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคร่วมก็ล้วนเป็นจุดเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
“ในเดือนสิงหาคม กลุ่มตัวอย่างเริ่มแสดงความวิตกกังวลต่อความไม่ชัดเจนทางการเมือง โดยจะเห็นได้จากดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับตัวลดลงทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อความไม่นิ่งของคดีความต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพรรคการเมือง พรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาล จนหลายคนเกิดความกังวลว่ารัฐบาลจะยังมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ หรือจะยังสามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาครัฐควรเร่งฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการบริหารจัดการ



