เอกนิติ เร่งเครื่องศก.สูตร ‘ซ่อม-สร้าง’ ซ่อมฐานราก สร้างโอกาสคนไทยรับเทคโนโลยีโลก พาไทยสู่อนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ บทเวที FUTURE OF THAILAND ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ โดยตัวเลขการเติบโตลดลงจากอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 6-7% มาเหลือเฉลี่ยไม่ถึง 3% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดการลงทุนเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้รายได้ของประชาชนลดลง เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมเรื้อรัง และเมื่อมีวิกฤตโรคระบาดหรือวิกฤตพลังงานเข้ามา ประชาชนกลุ่มฐานรากและประชาชนคนตัวเล็กจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักจนภาครัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งส่งผลต่อหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ โลกยังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ทั้งการแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้าผ่านกำแพงภาษี การมาถึงของเทคโนโลยีเอไอ กติกาด้านสิ่งแวดล้อม และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินนโยบาย “ซ่อม” และ “สร้าง” ไปพร้อมๆ กัน เพื่อพลิกวิกฤตและกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากรูปตัว K ขาลงให้กลายเป็นตัว V ขาขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนในด้านการซ่อม คือการประคองชีวิตคนตัวเล็กและกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นลำดับแรก โดยในด้านการแก้ปัญหาหนี้สิน กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยดำเนินโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งมีอยู่กว่า 1 ล้านบัญชี โดยจะเปิดให้มีการเจรจาโอนหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อปิดหนี้ให้ไว หรือเติมทุนให้ผู้ที่ยังพอไปต่อได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพและช่วยต่อลมหายใจให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย โดยนำนวัตกรรมเอไอ “นกกระซิบ” มาให้พ่อค้าแม่ค้าใช้ฟรีเพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายรายรับรายจ่าย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดเป็น “สินเชื่อนกกระซิบ” ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้ผู้ค้ารายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ได้โดยไม่ต้องใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน อาศัยเพียงข้อมูลประวัติรายได้ที่เอไอจัดเก็บไว้ให้
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รัฐบาลได้จัดทำโครงการ SME Credit Boost โดยให้ธนาคารพาณิชย์และกองทุนฟื้นฟูฯ มาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบและทำให้สินเชื่อเอสเอ็มอี โตขึ้นได้ประมาณ 60,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีที่ค้างไว้ให้แก่เอสเอ็มอี ผ่านระบบดิจิทัลอีกราว 60,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว รวมถึงกำลังเตรียมโครงการ SME Supply Chain Financing เพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ (พี่ใหญ่) เข้ามาช่วยสนับสนุนการลงทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย (น้องเล็ก) ที่มีเพียงใบสั่งซื้อสินค้า ในด้านการส่งเสริมการออมให้คนในประเทศ รัฐบาลได้เปิดขายพันธบัตรออมพลัส ทั้งรุ่นอายุ 3 ปี และ 10 ปี (ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย 2.8%) โดยยึดหลักการ Small lot first เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยที่มีเงินทุนน้อย ตั้งแต่ 500 หรือ 1,000 บาท มีสิทธิ์เข้าถึงการออมที่ได้ผลตอบแทนสูงก่อนกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนนโยบายด้านการ “สร้าง” โอกาสสู่อนาคต ประเทศไทยต้องผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูง และต้องทำให้คนไทยจากผู้ใช้ไปสู่ผู้ผลิต รวมทั้งด้านเอไอที่ต้องดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาไว้ในประเทศ ทั้งดาต้าเซนเตอร์ ชิปประมวลผล และพลังงานสะอาด ที่ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกด้านการส่งข้อมูลด้วยแสง (Photonics) ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตที่จังหวัดสระบุรีแล้ว เกิดการจ้างงานกว่า 30,000 คน และจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดระดับครัวเรือน โดยมีแนวคิด อุดหนุนเงินติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมทั้งการร่วมมือกับธนาคารของรัฐ ตั้งเป้าคลอบคลุมประชาชน 1 ล้านครัวเรือน และเปลี่ยนสถานะประชาชนจากเพียงผู้บริโภคให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ให้สามารถขายไฟคืนได้ ซึ่งถือเป็นการลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระยะยาว 25-30 ปี ตามอายุการใช้งานของโซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมใช้น้ำมันไบโอดีเซล (B20) และ เอทานอล (E20) เพื่อดึงเม็ดเงินจากค่าน้ำมันให้กระจายตกสู่มือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลังของไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลได้เตรียมความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Wellness) ระดับโลก โดยดึงจุดแข็งด้านสมุนไพรไทยและความเชี่ยวชาญของแพทย์ไทยมาเป็นจุดขาย และกำลังเจรจาดึงบริษัทผู้ผลิตยาระดับโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ในส่วนของการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยจะไม่ประเมินเพียงแค่มูลค่าเม็ดเงินลงทุนอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับคุณค่าที่การลงทุนเหล่านั้นจะสร้างให้กับคนไทย เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้คนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน การเร่งร่วมมือกันซ่อมปัญหาเรื้อรังในอดีต
“วันนี้เราไม่มีทางเลือกครับ เราต้องซ่อมปัญหาในอดีต ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเขาเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต การที่เราจะทำให้ประเทศไทยเป็น Thailand Beyond Tomorrow สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้องซ่อม และเราต้องสร้าง และเราต้องช่วยกัน เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้นในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว



