‘เอกนัฏ’ จี้ 2 บ.แก้น้ำมันรั่ว ท่อเก่า 30 ปี พบปน 30% จาก 20,000 ลิตร ผิดปกติ 3 จุดเร่งขุดหา
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำสาธารณะ บริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตย-ยานนาวา ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถระบุบริเวณที่มีการรั่วซึมของน้ำมันได้แล้ว แต่ยังไม่พบรอยแตกของตัวท่อ ตอนนี้อยู่ระหว่างการเร่งขุดเปิดแนวท่อเพื่อค้นหาจุดรั่ว
นายเอกนัฏกล่าวว่า ท่อดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี เดิมเป็นท่อของบริษัท บาฟส์ ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) ก่อนที่บริษัท กรุงเทพขนส่งทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบางจาก จะเข้ามาใช้งาน โดยเป็นระบบท่อสำหรับขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นบางจาก ผ่านบริเวณจุดวาล์วและส่งต่อขึ้นไปยังสนามบินดอนเมืองและบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งหลัง กทม.แจ้งว่าพบน้ำมันไหลเข้าไปในระบบท่อระบายน้ำสาธารณะและมีปริมาณมาก จากการสูบน้ำออกจากพื้นที่ประมาณ 20,000 ลิตร พบว่ามีน้ำมันปะปนอยู่ราว 30% กระทรวงพลังงานจึงประสานให้บางจากหยุดการใช้งานท่อดังกล่าวทันที และหลังจากหยุดใช้งานพบว่าปริมาณน้ำมันในบริเวณดังกล่าวลดลง ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้นว่าน้ำมันที่ปนเปื้อนอาจมาจากแนวท่อดังกล่าว
นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตรวจทางไฟฟ้าเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของแนวท่อ ซึ่งสามารถตรวจจับความผิดปกติของตัวท่อเหล็กได้หากเกิดความเสียหายหรือมีรอยรั่ว โดยพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ก่อนขุดตรวจสอบ 2 จุด การขุดหลุมแรกพบคราบน้ำมันซึมอยู่ในเนื้อดินบริเวณรอบตัวท่อ แต่เมื่อขุดลงไปถึงผิวท่อกลับยังไม่พบรอยแตก และไม่พบร่องรอยที่บ่งชี้ว่ามีการเจาะหรือการขโมยน้ำมัน ขณะที่หลุมที่ 2 ซึ่งอยู่ห่างจากจุดแรกประมาณ 10 กว่าเมตร ยังไม่พบทั้งคราบน้ำมันในดินและรอยแตกบนตัวท่อ
“ตอนนี้จะเปิดจากหลุม 1 ไปหลุม 2 ดูต่อ เพราะเมื่อพบว่ามีคราบน้ำมันซึมอยู่ในเนื้อดินรอบท่อบริเวณหลุม 1 ก็ต้องขุดเปิดทั้งแนว ดูว่ารอยร้าว รอยแตกมันมาจากตรงไหน แต่มั่นใจได้ว่าอยู่แถวนั้น” นายเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ต้องเร่งค้นหาจุดรั่ว เนื่องจากมีความเป็นไปได้หลายประการ โดยเฉพาะการผุกร่อนจากสนิม เนื่องจากท่อมีอายุการใช้งานกว่า 30 ปี หากตรวจพบว่าท่อเกิดสนิมหรือเสื่อมสภาพเป็นวงกว้าง อาจจำเป็นต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ตลอดแนว อย่างไรก็ตาม ตามหลักวิศวกรรม ท่อที่มีคุณภาพและได้รับการออกแบบด้วยเหล็กที่มีความหนา รวมถึงมีสารเคลือบป้องกัน สามารถมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 40-50 ปี แต่ต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ทุกคนกังวลก็คือเรื่องสนิม ถ้าสนิมกินในท่อ ก็ต้องรื้อใหม่หมด” นายเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า สำหรับผู้รับผิดชอบ แม้ตัวท่อเป็นทรัพย์สินของ BPT แต่บางจากเป็นผู้ใช้งานในปัจจุบัน ดังนั้น กระทรวงพลังงานได้เรียกทั้งบางจากและ BPT เข้ามารับผิดชอบ โดยทั้ง 2 บริษัทต้องดำเนินการแก้ไขความเสียหาย ซ่อมแซมและฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยจะประสานข้อมูลกับ กทม.เพื่อสำรวจผู้ได้รับความเดือดร้อน
นายเอกนัฏกล่าวว่า สำหรับเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากการขุดเปิดดินที่มีคราบน้ำมันอาจทำให้เกิดการระเหยของไอน้ำมัน หากมีการสะสมตัวในลักษณะเป็นกระเป๋าและเกิดประกายไฟ อาจนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้หรือรุนแรงถึงขั้นระเบิดได้ โดยเฉพาะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้ทางยกระดับที่มีการสัญจรของประชาชน จึงได้ประสาน กทม. ผู้อำนวยการเขต สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กั้นพื้นที่และไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้บริเวณที่มีการขุดค้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไอน้ำมันและประกายไฟ
“ตอนนี้ผมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ไม่อยากให้ประชาชนเข้าไปใกล้ เพราะมีการระเหยของคราบน้ำมัน หากเราเจาะลงไปแล้วเจอกระเป๋าและมีแรงดัน ทำให้ไอน้ำมันระเหยขึ้นมาเยอะ แล้วมีวัตถุไวไฟอยู่ใกล้เคียงก็อันตราย” นายเอกนัฏกล่าว
พร้อมกันนี้ นายเอกนัฏกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องการก่อสร้างในพื้นที่อาจเป็นสาเหตุให้ท่อได้รับความเสียหายหรือไม่นั้นว่า บริเวณดังกล่าวมีสวนสาธารณะที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปีที่ผ่านมา จึงยังมีความเป็นไปได้ว่าระหว่างการก่อสร้างอาจเกิดการกระแทกแนวท่อ แต่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน โดยการกระแทกจะต้องมีแรงมากพอที่จะทำให้ผิวท่อได้รับความเสียหาย
นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาจุดรั่วบริเวณพระราม 3 เท่านั้น แต่ต้องยกระดับระบบข้อมูลแนวท่อส่งน้ำมันในกรุงเทพฯทั้งหมด โดยข้อมูลแนวท่อของโรงกลั่น สถานที่เก็บน้ำมัน และโครงสร้างระบบขนส่งน้ำมัน ควรถูกนำมาซิงก์และพล็อตลงในผังเมืองของ กทม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่าบริเวณใดมีแนวท่อใต้ดิน และสามารถป้องกันไม่ให้การก่อสร้างอาคารหรือสาธารณูปโภคต่างๆ กระทบแนวท่อ จึงจำเป็นต้องมีทั้งการตรวจสอบสภาพท่อ การบำรุงรักษา และการบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันเหตุรั่วไหลและผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต



