ลุ้นต่อไทยช่วยไทยพลัส 2 ด. ‘เอกนิติ’ เคาะก.ย.-จ่อปรับสูตร เฟสแรกสะพัด 1.5 แสนล. คลังลุยสินเชื่อ ‘นกกระซิบ’ รบ.ตั้งทีมแก้’หมอคางดำ’
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ. กรุงไทย) ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดโครงการ “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ที่กระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมรับข้อเสนอพิจารณาเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง หลังจากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของผู้ค้าส่วนใหญ่ ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาโครงการเพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อออกไปอีก 1-2 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเห็นข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่วนเม็ดเงินงบประมาณเหลืออยู่ที่จะสามารถนำมาต่ออายุโครงการได้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 2-3 สัปดาห์นี้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการต่ออายุโครงการมาจากวิกฤตราคาพลังงานที่ยังไม่คลี่คลายและส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูง ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน หากมีการต่ออายุโครงการออกไป จะพิจารณาปรับสูตรโครงการ เช่น กลุ่มที่เข้าร่วม และอัตราการร่วมจ่ายระหว่างรัฐกับประชาชนด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการมีประชาชนเข้าร่วมใช้สิทธิแล้วกว่า 26 ล้านคน และเมื่อรวมกับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน จะมีประชาชนที่ได้รับประโยชน์ในการลดค่าครองชีพรวมกว่า 40 ล้านคน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจชะลอตัวลงหลังสิ้นสุดมาตรการนั้น ได้มีการถอดบทเรียนจากโครงการคนละครึ่งพลัสในอดีต พบว่า ในช่วงดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส ยอดขายของร้านค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 500-600 และที่สำคัญคือ หลังจากจบโครงการ ร้านค้าที่ได้รับการฝึกอบรมอัพสกิลและรีสกิลและช่วยเหลือด้านการขายของออนไลน์ ยังคงมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่าร้อยละ 200 ดังนั้น การนำ AI นกกระซิบมาช่วยสอนให้ผู้ประกอบการรายย่อยขายของออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ค้า แม้มาตรการช่วยเหลือระยะสั้นจะสิ้นสุดลงก็ตาม
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะที่ในฝั่งผู้ประกอบการ มีร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมมากกว่า 1.2 ล้านรายทั่วประเทศ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท โดยเป็นการกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่างจังหวัดสูงถึงร้อยละ 83-84 และอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 16-17 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้เปิดตัวสินเชื่อ AI นกกระซิบ เพื่อต่อยอดและยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในชื่อ “นกกระซิบ” มาให้บริการฟรีบนแอพพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประจำตัวคอยวิเคราะห์ยอดขาย
“AI สามารถวิเคราะห์ช่วงเวลาขายดี และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หมู เห็ด เป็ด ไก่ หรือไข่ เปรียบเทียบกับราคาตลาด เพื่อให้ผู้ค้าซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรและสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการตัวเล็กอย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว
นายวินิจ กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ศึกษาความต้องการและข้อจำกัดของผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs และประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาโครงการสินเชื่อ AI นกกระซิบ ขึ้น โดย AI นกกระซิบ เป็นบริการภายในแอพพ์ถุงเงิน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายของผู้ประกอบการ รวมถึงยอดขายจากโครงการภาครัฐ เช่น ไทยช่วยไทย พลัส, คนละครึ่ง พลัส เป็นต้น โดยผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อดูยอดขายของตนเอง วิเคราะห์แนวโน้ม วางแผนธุรกิจ และเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงหรือร้านประเภทเดียวกันได้ เมื่อมีข้อมูลธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น ผู้ประกอบการก็จะสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการได้
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เปิดเผยถึงการยกระดับแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ว่า กษ.จะตั้งกลไกเฉพาะกิจในรูปแบบคณะกรรมการพิเศษ เพื่อกำกับการแก้ไขปัญหาโดยตรง ควบคู่กับการตั้งคณะเคลื่อนที่เร็วระดับจังหวัด (Task Force) ในทุกจังหวัดที่พบปลาหมอคางดำ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจน สามารถประสานการทำงานระหว่างหลายหน่วยงานและลงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
นายวัชระพล กล่าวว่า ปัญหาปลาหมอคางดำขยายเป็นวงกว้าง ขณะที่การแก้ปัญหามีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร กษ.จึงยื่นขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติม และได้หารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ มท.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติ เพื่อยกระดับมาตรการกำจัดและควบคุมจำนวนปลาหมอคางดำให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด
นายวัชระพล กล่าวว่า ข้อมูลกรมประมง ระบุพื้นที่ที่ยังพบปลาหมอคางดำแบ่งตามระดับความชุกชุม 18 จังหวัด โดยระดับมาก 1 จังหวัด คือ ชลบุรี ระดับปานกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช และระดับน้อย 8 จังหวัด ได้แก่ ตราด ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพฯ นครปฐม ราชบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา ขณะที่ปราจีนบุรีและพัทลุง ซึ่งเคยอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด ปัจจุบันสำรวจไม่พบแล้ว ส่วนพื้นที่เฝ้าระวัง 2 จังหวัด คือ จ.ตราด ซึ่งยังพบปลาหมอคางดำในระดับน้อย และ จ.ปัตตานียังไม่พบ ขณะที่ล่าสุดตรวจยืนยันพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ทำให้พื้นที่ที่พบหรือเคยพบปลาหมอคางดำรวม 21 จังหวัด



