หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภจี หารือภา...

ศุภจี หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย ชู Co-creation ร่วมกำหนดสาขาอุตฯใน45วัน

11.09.26 | 12:54 น.

ศุภจี หารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย ชูCo-creation ร่วมกำหนดสาขาอุตฯใน45วัน

วันที่ 9 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบคู่ค้า สู่ Co-creation หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วม


นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน

“การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น”

Advertisement

นางศุภจี กล่าวว่า แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม

“เราไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการ ขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน”นางศุภจี กล่าว

สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท–รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน

นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนด สาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือ ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป

ด้านภาคเอกชนไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอจากการดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยสะท้อนโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอินเดียในหลายสาขา อาทิ พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical โลจิสติกส์และ Cold Chain ตลอดจนอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพของไทยและอินเดียเป็นฐานในการสร้างสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสำหรับขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม

“Global Supply Chain และ Co-creation จะเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์บทต่อไป เราต้องใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มกัน และสร้างตลาดร่วมกัน ไม่ใช่เพียงต่างฝ่ายต่างมองหาตลาดของอีกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า โดยภาคเอกชนให้ข้อเสนอแนะหลายด้าน อาทิ การใช้ธุรกิจการค้าของไทยในอินเดียเป็นช่องทางโชว์เคสและเชื่อมโยงสู่ตลาดออนไลน์ การใช้องค์กรชาวไทยเชื้อสายอินเดีย (Diaspora) เพื่อเข้าถึงและขยายการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนกันส่งเสริมสตาร์ทอัพ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรจะร่วมกันขับเคลื่อนและติดตามให้เกิดความคืบหน้าต่อไป