หน้าแรก เศรษฐกิจ ครป.แจงศาล รธ...

ครป.แจงศาล รธน.ไม่รับ 2 คำร้อง เหตุไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จับตาศาลปกครองไต่สวนปม ‘สรณ’ ขาดคุณสมบัติ 21 ก.ย.

11.09.26 | 16:08 น.

ครป.แจงปมศาล รธน.ไม่รับคำร้อง กกต.-กสทช. เหตุไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ศาลปกครองนัดไต่สวนเร่งด่วน 21 ก.ย. ปม นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ชี้แจงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง 2 เรื่อง คือ 1.กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำสัญลักษณ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดผิดกฎหมายการเลือกตั้ง และ 2.คำร้องกรณีประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ร้องนายกฯ และประธานวุฒิ ร่วมกันละเว้นการดำเนินการตามกฎหมาย โดยศาลไม่รับเพราะเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง


นายเมธา กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง กกต.ทำสัญลักษณ์บนบัตรผิดกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นั้น เป็นคนละคดีกับคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ กรณีนี้ได้ร้องว่าการที่ กกต.และโรงพิมพ์ทำสัญลักษณ์พิเศษบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น เป็นการทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ที่บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจงใจทําเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรเลือกตั้ง”

โดยคำว่าผู้ใดย่อมหมายถึง กกต.ด้วย จึงมีผลทำให้บัตรเสียทั้งหมดและการเลือกตั้งจึงเป็นโมฆะ ตามที่มีการกล่าวหาว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งสีเทา มีการโกงการเลือกตั้งครั้งมโหฬารทั่วประเทศ การทำสัญลักษณ์พิเศษเป็นการจงใจทำเครื่องหมายไว้ที่บัตรโดยไม่ได้ระบุไว้ใน TOR จัดจ้างการพิมพ์บัตรเลย แต่เพราะมีคนต้องการทำ Big Data ตรวจสอบผู้ใช้สิทธิ์ว่าใครเลือกตั้งใคร

นายเมธา กล่าวว่า น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องนี้ โดยให้เหตุผลหลักคือไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ทั้งที่ประชาชนทุกคนคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะพลเมืองตามกฎหมายที่มีสิทธิเลือกตั้ง ถ้าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงก็ไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไรคัดค้านแล้ว โดยเรื่องนี้ได้ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินไว้นานแล้วและใช้สิทธิ์มาร้องศาลรัฐธรรมนูญต่อเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่เรื่องนี้เป็นคนละคดีกับคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดว่าขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ ในวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่เคยมีผู้ร้องและศาลรัฐธรรมนูญรับไว้ก่อนหน้าแล้ว

Advertisement

นายเมธา กล่าวว่า ส่วนกรณีศาลไม่รับคำร้องเรื่องประธาน กสทช. ที่กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานวุฒิสภา ร่วมกันละเว้นการดำเนินการตามกฎหมายนั้น ก็เป็นเรื่องเก่าที่เคยร้องผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ และใช้สิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อตามสิทธิ์ แต่ศาลไม่รับคำร้องโดยอ้างว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ทั้งที่เรื่องนี้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ได้รับกระทบโดยตรงทุกคนอยู่แล้ว เพราะผู้มีอำนาจไม่ดำเนินการตามกฎหมาย

ซึ่งเรื่องนี้ร้องไว้เมื่อเดือนที่ผ่านมา หลังกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่แรก และแม้ว่ากรรมาธิการไอซีที วุฒิสภา เคยสรุปผลการสอบสวนแต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่ดำเนินการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าเพื่อปลด ศ.นพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง กสทช. โดยเร็วหลังข้อเท็จจริงปรากฎ จึงถือว่ามีความผิดฐานละเว้นตามรัฐธรรมนูญ แต่คดีนี้ที่ไม่รับคำร้องก็เป็นคนละเรื่องกับการที่กรรมการสรรหา กสทช. มีมติชี้ขาดว่า ศ.นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติแล้ว จึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเพิ่งจะมาดำเนินการตามกฎหมายในช่วงนี้ แต่ประเทศชาติเสียโอกาสมานานมาก และกสทช.ที่เหลืออยู่ต้องเร่งทำหน้าที่ต่อ

นายเมธา กล่าวทิ้งท้ายว่า น่าเสียดายถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง นายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานวุฒิสภา อาจจะถูกข้อกล่าวหาละเมิดฝ่าฝีนความผิดจริยธรรมร้ายแรงฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปล่อยปละละเลยมาอย่างต่อเนื่อง คงต้องให้ผู้เสียหายโดยตรงในความเห็นศาลเป็นผู้ร้อง ขณะที่ ศ.นพ.สรณ ฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ปมขาดคุณสมบัตินั้น ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนเร่งด่วน 21 กันยายน 2569 นี้