หน้าแรก เศรษฐกิจ บอร์ดบีโอไอ ไ...

บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียวมาตรการ BOI to IPO ดัน 17 โครงการเข้า FastPass คืนบัตรส่งเสริมซินเคอหยวน

11.09.26 | 20:07 น.

บอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการ BOI to IPO เพิ่ม 17 โครงการ 1.2 แสนล้าน เข้า Thailand FastPass คืนบัตรส่งเสริมซินเคอหยวน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบทิศทางใหม่ของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับบทบาทของบีโอไอในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริง” จากการลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การสร้างงานทักษะสูง การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี


ปรับบทบาทบีโอไอ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนคุณภาพ

การปรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดโจทย์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ “สร้างคุณค่าด้านใด – ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไร – ขับเคลื่อนอย่างไร” โดยมุ่งใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้

ภายใต้กรอบใหม่ บีโอไอจะปรับตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ของประเทศและมุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมทั้งตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเน้นขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริง โดยบีโอไอจะสร้างกลไกที่ผูกการให้สิทธิประโยชน์กับการสร้างคุณค่าต่อประเทศในด้านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุน จะพิจารณาแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบกับจุดแข็งและศักยภาพของประเทศไทยเพื่อกำหนดอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสของประเทศที่ควรเร่งสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง รวมถึงกิจการที่ควรทยอยลดการส่งเสริม เช่น กิจการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ กิจการที่ตลาดโลกมีความต้องการน้อยลง หรือไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากเท่าที่ควร อีกทั้งบีโอไอจะบูรณาการเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนร่วมกับมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสนับสนุนการลงทุนอย่างครบวงจรและตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement

“บีโอไอจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก เกาะติดโครงการลงทุนสำคัญ ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กำหนดตัวชี้วัดและกลไกติดตามผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ Joint KPI เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนตอบโจทย์ให้กับประเทศไทยได้จริง และสามารถช่วยผลักดันเป้าหมายใหญ่ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้มากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP” นายนฤตม์ กล่าว

บอร์ดบีโอไอ

เปิดมาตรการ “BOI to IPO” หนุนบริษัทศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดทุน

ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการพัฒนาเส้นทางสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่หน่วยงานด้านตลาดทุนจะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)

ประเทศไทยมีตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน สร้างฐานการผลิต และเติบโตจนสามารถจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้สำเร็จ เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งมาตรการ BOI to IPO มุ่งส่งเสริมให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย

ภายใต้มาตรการนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กรณีบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี และกรณีบริษัททั่วไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างตามกลุ่มประเภทกิจการ

“มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการคุณภาพที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย” นายนฤตม์ กล่าว

เพิ่ม 17 โครงการเข้าสู่ Thailand FastPass เร่งการลงทุนจริง

บอร์ดบีโอไอยังได้คัดเลือกโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วเข้าสู่กลไก Thailand FastPass เพิ่มเติมจำนวน 17 โครงการ จาก 15 บริษัท เงินลงทุนรวมกว่า 121,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 14,000 คน ครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารสัตว์ จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 8,800 ล้านบาท อาหารแปรรูป จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 24,300 ล้านบาท อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 10 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 83,900 ล้านบาท รวมทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 3 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 4,300 ล้านบาท

ที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่กลไก Thailand FastPass แล้ว 25 โครงการ จาก 23 บริษัท มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท และมีแผนสร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง โดยทั้ง 25 โครงการได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมหมดแล้ว ในจำนวนนี้ 11 โครงการ ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนภายในกรอบเวลาการให้บริการ (SLA) ส่วนอีก 14 โครงการอยู่ระหว่างการยื่นหรือมีแผนยื่นขออนุญาต โดยโครงการในระบบ FastPass มีการลงทุนเกิดขึ้นจริงแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท

เมื่อรวมทั้งหมด โครงการสำคัญที่เข้าสู่กลไก Thailand FastPass จะมีทั้งสิ้น 42 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 344,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 27,000 คน โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขอุปสรรคในการดำเนินโครงการ และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย

ยกเลิกคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด

ที่ประชุมได้พิจารณาคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กแท่ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 บอร์ดบีโอไอได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์ของบริษัทเป็นการชั่วคราว ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตรวจพบว่า บริษัทมีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมติบอร์ดบีโอไอในครั้งนั้น กำหนดให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว จนกว่าบริษัทจะดำเนินการแก้ไขตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด และกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานให้บริษัทสามารถดำเนินการได้

ต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือลงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 แจ้งว่า บริษัทได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 อนุญาตให้บริษัทกลับมาประกอบกิจการได้ ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมติบอร์ดบีโอไอเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมจึงมีมติยกเลิกคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว ของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิมตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัทกลับมาประกอบกิจการได้ อย่างไรก็ตาม บีโอไอจะยังคงติดตามการดำเนินงานของบริษัทอย่างใกล้ชิดร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนุมัติลงทุน 3 โครงการ มูลค่า 9,640 ล้านบาท

บอร์ดบีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 9,640 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • บริษัท วินด์ มหาสารคาม 1 จำกัด ลงทุนขยายกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. มูลค่าลงทุน 3,172 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม
  • บริษัท พรีซิชั่น พลาสติก จำกัด ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อมากว่า 30 ปี ลงทุนขยายกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ และสิ่งปรุงแต่งอาหาร มูลค่าลงทุน 2,033 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่
    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • บริษัท ชูแคน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในกลุ่ม ShuCan Technology ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงทุนขยายกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA) เพื่อรองรับลูกค้าหลักที่เข้ามาขยายฐานการผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางแสง (Optical Transceiver) ในไทยก่อนหน้านี้ โดยใช้เทคโนโลยี Surface Mount Technology (SMT) ครบทั้งสายการผลิต มูลค่าลงทุน 4,435 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก จังหวัดระยอง

“โครงการที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้สะท้อนถึงการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศในหลายมิติ ทั้งการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด การยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทย และการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง” นายนฤตม์ กล่าว