SCB EIC คาดจีดีพีไทยปี 69 โตต่ำ 2.2% กระจุกตัวหลายมิติ เตือนรอเผชิญ 4 ปัจจัยเสี่ยง
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถือว่าเติบโตดีขึ้นโดยได้แรงสนับสนุนจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบไม่ทั่วถึง มีลักษณะ K-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ ทำให้ผลประโยชน์กระจุกตัวเพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มแรงงาน โดยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.2% เติบโตต่ำกว่าปี 2568 ที่อยู่ประมาณ 2.4% และปี 2570 ขยายตัวที่ 2.1% ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี
“แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ครัวเรือนและเอสเอ็มอีจำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มที่จะยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่จะเป็นบททดสอบว่า ไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนรอบใหม่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้นหรือไม่” นายยรรยง กล่าว
นายยรรยง กล่าวว่า มาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วน 2 แสนล้านบาทแรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชนและภาครัฐยังคงเปราะบาง แม้มีมาตรการกระตุ้นอย่างไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยวงเงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570
นายยรรยง กล่าวว่า หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ 2.เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI บริษัทขนาดใหญ่กับเอสเอ็มอีไทย และ 3.ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น
นายยรรยง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจาก 1.มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment 2.ซูเปอร์เอลนีโญ อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร 3.ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก และ 4.ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและเอสเอ็มอี อาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่นโยบายการเงินไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง
โดยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570 แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัวแล้ว




