หน้าแรก เศรษฐกิจ SMR : นิวเคลี...

SMR : นิวเคลียร์ขนาดเล็ก จะมีที่ยืนในระบบพลังงานไทยไหม

16.09.26 | 13:01 น.


“นิวเคลียร์” เป็นคำที่ทำให้สังคมทั่วโลกนึกถึงภาพจำของอุบัติเหตุร้ายแรงในอดีตทั้งที่เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ ทำให้หลายคนตั้งกำแพงไว้ล่วงหน้าเมื่อได้ยินคำนี้ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์” หรือ SMR (Small Modular Reactor) กำลังกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงทั่วโลกอีกครั้ง และที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยเองก็ได้มีแนวคิดในการบรรจุเทคโนโลยีนี้ไว้ในแผนพลังงานระยะยาวของประเทศ ในฐานะโรงไฟฟ้าสะอาดที่จ่ายไฟฟ้าได้มั่นคง เพื่อรองรับการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ การบรรจุไว้ในแผนอย่างเป็นทางการ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่ารัฐกำลังมองหาทางเลือกใหม่มาเสริมระบบไฟฟ้าในอนาคตอย่างจริงจัง คำถามคือ เทคโนโลยีนี้คืออะไร และเหมาะกับประเทศไทยจริงหรือไม่

⦁SMR ต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมอย่างไร

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เราคุ้นเคยในอดีตมักเป็นโรงขนาดใหญ่ กำลังผลิตหลักพันเมกะวัตต์ต่อโรง

Advertisement

ต้องสร้างเฉพาะที่หน้างานด้วยงบประมาณมหาศาลและใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนับสิบปี ความใหญ่และความซับซ้อนนี้เองที่ทำให้โครงการนิวเคลียร์ขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูง ทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลา อีกทั้งยังต้องการพื้นที่ตั้งขนาดใหญ่และแหล่งน้ำหล่อเย็นปริมาณมาก ทำให้เลือกทำเลได้จำกัด

SMR ออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนเหล่านี้ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างหลายด้าน ด้านแรกคือ “ขนาดเล็ก” กำลังผลิตต่อเครื่องมักอยู่ในหลักสิบถึงหลักร้อยเมกะวัตต์ ทำให้ลงทุนต่อโครงการน้อยลงและทยอยสร้างเพิ่มตามความต้องการได้ ด้านที่สองคือ “โมดูลาร์” หมายถึงการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานแล้วขนไปประกอบที่หน้างานคล้ายการต่อบล็อกมากกว่าการก่อสร้างทีละชิ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดเวลา และควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า ด้านที่สามคือ ความปลอดภัยที่ยกระดับขึ้น การออกแบบรุ่นใหม่เน้นระบบความปลอดภัยเชิงรับ ที่อาศัยกลไกทางธรรมชาติอย่างแรงโน้มถ่วงและการพาความร้อนในการระบายความร้อนออกจากแกนปฏิกรณ์เอง โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า หรือการสั่งการของมนุษย์ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นบทเรียนที่พัฒนามาจากอุบัติเหตุในอดีต ด้านที่สี่ ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความยืดหยุ่นของทำเลที่ตั้งด้วยขนาดที่เล็กและความต้องการน้ำหล่อเย็นที่น้อยกว่า SMR จึงสามารถติดตั้งใกล้จุดที่ใช้ไฟฟ้าหรือใกล้แหล่งอุตสาหกรรมได้ และบางแบบยังออกแบบให้จ่ายได้ทั้งไฟฟ้าและความร้อนไปพร้อมกัน ซึ่งเปิดโอกาสการใช้งานที่กว้างกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิมมาก

⦁ไม่ใช่แค่ผลิตไฟ: ทางเลือกสำหรับภาคที่ลดคาร์บอนได้ยาก

มิติที่น่าสนใจและมักถูกมองข้ามคือ SMR ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตไฟฟ้าป้อนระบบเท่านั้น ยังมีเทคโนโลยีในตระกูลเดียวกันที่ขนาดเล็กลงไปอีก เช่น เตาปฏิกรณ์ขนาดจิ๋ว (Micro Reactor) หรือเตาปฏิกรณ์แบบเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งกำลังถูกพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคที่ลดคาร์บอนได้ยาก หรือที่เรียกว่า hard-to-abate sector

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การผลิตความร้อนในภาคอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งบางประเภท

ซึ่งต้องการพลังงานเข้มข้นสูงและเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าโดยตรงได้ยาก เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้สามารถผลิตความร้อนอุณหภูมิสูงที่นำไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมหรือใช้ผลิตเชื้อเพลิงสะอาดอย่างไฮโดรเจนได้ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจเข้ามาเติมเต็ม ช่องว่างที่พลังงานหมุนเวียนทั่วไปตอบโจทย์ได้ไม่เต็มที่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความท้าทายของนิคมอุตสาหกรรมไทยหลายแห่ง ที่ปัจจุบันพึ่งพาระบบผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังปล่อยคาร์บอนและกำลังเผชิญแรงกดดันให้เปลี่ยนผ่านสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ ทั้งจากกติกาการค้าโลกและเป้าหมายของบริษัทแม่ในต่างประเทศ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่จ่ายได้ทั้งไฟฟ้าและความร้อนอย่างมั่นคง

จึงถูกจับตาในฐานะหนึ่งในเครื่องมือที่อาจช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่สูญเสียเสถียรภาพด้านพลังงาน

⦁ทำไม SMR จึงกลับมาเป็นกระแสทั่วโลก

แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ SMR กลับมาได้รับความสนใจ คือความต้องการ “ไฟฟ้าฐานที่สะอาด” ในยุคที่โลกพยายามลดการปล่อยคาร์บอน พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมนั้นแม้เป็นทางเลือกหลัก แต่ผลิตไฟฟ้าไม่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ขณะที่ระบบไฟฟ้ายังต้องการแหล่งผลิตที่จ่ายไฟฟ้าได้สม่ำเสมอตลอดเวลา SMR จึงถูกวางไว้ ในฐานะตัวเลือกที่ให้ไฟฟ้าฐานได้มั่นคงโดยแทบไม่ปล่อยคาร์บอนระหว่างเดินเครื่อง

อีกแรงผลักที่เพิ่งเกิดขึ้นและทรงพลังมากคือ ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและจ่ายได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ที่ SMR ตอบโจทย์ได้พอดี จนหลายบริษัทเริ่มลงทุนและทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการนิวเคลียร์ขนาดเล็กโดยตรง แรงหนุนจากภาคเอกชนกลุ่มนี้เองที่ช่วยพลิกให้ SMR จากแนวคิดบนกระดาษ เริ่มมีเม็ดเงินและตลาดรองรับจริง

⦁สถานะจริงวันนี้: จากกระดาษสู่การเดินเครื่อง

แม้ยังมีเสียงตั้งคำถามถึงต้นทุนและความพร้อม แต่ภาพรวมของ SMR ในเวลานี้กำลังเคลื่อนจากแนวคิดบนกระดาษไปสู่การใช้งานจริงอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในระดับโลก มีโรงไฟฟ้า SMR ที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในบางประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้วยโครงการสาธิตที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงภาพวาดในห้องทดลอง

ขณะเดียวกัน หลายโครงการทั่วโลกกำลังทยอยผ่านขั้นตอนการรับรองแบบและเริ่มก่อสร้าง

โดยได้แรงหนุนจากทั้งนโยบายภาครัฐที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ต้องการไฟฟ้ามั่นคงสำหรับศูนย์ข้อมูล การไหลเข้ามาของเงินทุนและความสนใจในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน กำลังผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการผลิตพัฒนาเร็วขึ้น

สิ่งที่ต้องเข้าใจอย่างสมดุลคือ ข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ลดลงจากการผลิตแบบโมดูลาร์นั้น จะเห็นผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมากพอ ซึ่งโลกกำลังเดินเข้าใกล้จุดนั้นทีละก้าว โครงการรุ่นแรกๆ ย่อมมีต้นทุนสูงกว่าและใช้เวลามากกว่าตามธรรมชาติของเทคโนโลยีใหม่ แต่เมื่อบทเรียนสะสมมากขึ้นและสายการผลิตขยายตัว แนวโน้มต้นทุนในระยะยาวก็มีทิศทางที่ดีขึ้น นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศซึ่งเตรียมตัวไว้ก่อนจะได้เปรียบเมื่อเทคโนโลยีสุกงอมเต็มที่

⦁บทสรุป: พลังงานทางเลือกที่ควรค่าแก่การเตรียมตัว

หากประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่อง SMR อย่างจริงจัง มีโจทย์สำคัญหลายด้านที่ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้านแรกคือกรอบกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานสากล การจัดการเชื้อเพลิงและกากกัมมันตรังสี รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ด้านที่สองคือการยอมรับของสังคม ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารที่โปร่งใส เปิดเผยทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ด้านที่สามคือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ต้องชั่งน้ำหนักกับทางเลือกอื่นอย่างพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานที่พัฒนาเร็ว

มุมมองที่สมดุลที่สุดต่อ SMR ในบริบทไทย คือการมองว่ามันเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะทวีความสำคัญขึ้นตามกาลเวลา ในระยะแรกอาจเริ่มจากสัดส่วนไม่มาก แต่ด้วยแนวทางที่จะขยายบทบาทในระยะถัดไป และศักยภาพในการตอบโจทย์ทั้งไฟฟ้าฐานสะอาด ความร้อนอุตสาหกรรม และภาคที่ลดคาร์บอนได้ยาก SMR จึงอาจกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของภาพใหญ่ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการศึกษาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการวางกรอบกำกับดูแล จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีสุกงอมและคุ้มค่าอย่างเต็มที่ ประเทศที่วางรากฐานไว้ก่อนย่อมก้าวได้เร็วกว่า ท่าทีที่เหมาะสมต่อ SMR สำหรับประเทศไทยจึงเป็นการ “เปิดประตูรับอย่างมีความหวัง ควบคู่กับการเดินอย่างมีสติ” คือศึกษาอย่างจริงจัง เตรียมพร้อมรอบด้าน ติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเมื่อถึงเวลาอันควร

สำหรับประเทศไทย การบรรจุ SMR ไว้ในแผนตั้งแต่วันนี้ พร้อมแนวทางที่จะขยายบทบาทในอนาคต และการมองไปถึงการใช้งานที่กว้างกว่าการผลิตไฟฟ้า ทั้งความร้อนอุตสาหกรรมและภาคที่ลดคาร์บอนได้ยาก คือการวางหมากที่มองการณ์ไกล ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ต่างเร่งเครื่องกันแล้ว การเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบและมีความหวังจะทำให้ประเทศไทยไม่เพียงไม่ตกขบวน แต่ยังพร้อมคว้าโอกาสเมื่อเทคโนโลยีนี้สุกงอมเต็มที่

นิวเคลียร์ขนาดเล็กจึงมีโอกาสที่จะมีที่ยืนอย่างมั่นคงในระบบพลังงานไทยแห่งอนาคต