เปิดประวัติ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งศาลฎีกา สู่ กกต.เสียงข้างน้อย คดีฮั้ว สว.
ชื่อของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลายเป็นที่จับตามอง หลังออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการลงมติคดีฮั้วเลือก สว. โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงถึงบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ขณะที่นายสิทธิโชติและนายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นต่าง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ

สำหรับบุคคลสำคัญบางรายในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มติอยู่ที่ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ขณะที่บางรายเป็น 6 ต่อ 1 และบางรายที่ กกต.เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องมีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ นายสิทธิโชติย้ำว่า มติในกลุ่มดังกล่าวจึงไม่ได้เป็น 5 ต่อ 2 ทุกราย และไม่ใช่ทุกมติที่ กกต.เห็นตรงกันทั้งหมด
เบื้องหลังของ กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้อยู่ในสายงานตุลาการมายาวนาน โดยนายสิทธิโชติสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และสำเร็จรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นอกจากนี้ ยังผ่านหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐ เอกชนและการเมือง (วปอ.) รุ่น 2549 หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 9 และหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 10
เส้นทางราชการของนายสิทธิโชติผ่านตำแหน่งสำคัญในศาลยุติธรรมหลายตำแหน่ง ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง เลขานุการศาลอาญา เลขานุการศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก่อนขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

ตำแหน่งหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษเมื่อโยงกับคดีฮั้ว สว. คือ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ซึ่งเป็นแผนกของศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและคดีเลือกตั้งตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ นายสิทธิโชติยังเคยเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) และกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.)
นายสิทธิโชติเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.ในปี 2567 โดยสำนักงาน กกต.จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
สำหรับเหตุผลที่นายสิทธิโชติเห็นต่างจากเสียงข้างมากในคดีฮั้ว สว. เจ้าตัวอธิบายว่า การพิจารณาต้องมองพยานหลักฐานประกอบกันทั้งระบบ ไม่ใช่แยกพิจารณาแต่ละเหตุการณ์ โดยยกทั้งการจัดทำโพยในหลายจังหวัด ความสัมพันธ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ พยานบุคคล ตลอดจนเส้นทางการเงิน ซึ่งในมุมของเสียงข้างน้อยเห็นว่ามีพฤติการณ์เชื่อมโยงกัน
นายสิทธิโชติยังเปิดเผยว่า ในการพิจารณาเส้นทางการเงินบางส่วน มีข้อเสนอให้สอบต่อเพื่อดูว่าเงินเชื่อมโยงไปถึงใคร แต่ที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่ให้สอบต่อในประเด็นดังกล่าว ทำให้การตรวจสอบไปได้เท่าที่ปรากฏอยู่ในสำนวน ขณะที่กรณีบุคคลในฝ่ายการเมืองบางรายซึ่งเสียงข้างมากยกคำร้องนั้น นายสิทธิโชติและนายชายเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่สามารถนำมาประกอบกันเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาได้
ส่วน 26 สว.ที่ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกานั้น นายสิทธิโชติเปิดเผยว่า บางกลุ่มมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่ใช่เอกฉันท์ ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือก สว.บางรายซึ่งมีหลักฐานเส้นทางการเงินชัดเจน มีมติเป็นเอกฉันท์
การออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชติจึงทำให้รายละเอียดที่ไม่ปรากฏชัดในการแถลงมติครั้งแรกของ กกต.ถูกเปิดออก โดยเฉพาะข้อเท็จจริงว่า มติยกคำร้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองบางรายไม่ได้เป็นเอกฉันท์ และมี กกต.เสียงข้างน้อยที่ประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานแตกต่างจากเสียงข้างมาก
อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวเป็นเหตุผลของฝ่ายเสียงข้างน้อย ส่วนมติอย่างเป็นทางการของ กกต.ยังคงเป็นไปตามเสียงข้างมาก และการวินิจฉัยความผิดของผู้ที่ถูกยื่นคำร้องต่อศาลเป็นอำนาจของศาลตามกระบวนการต่อไป

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง




