คมนาคม เคาะกรุงไทย Clearing House ตั๋วร่วม ลุ้นสรุปค่าโดยสาร 17-45 บาทใน 1 สัปดาห์
เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตั๋วร่วม ครั้งที่ 3/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการระบบจัดเก็บเงิน (CCH) หรือ เคลียร์ริ่งเฮาส์ (Clearing House) เพื่อเตรียมความพร้อมระบบหลังบ้านสำหรับบริหารจัดการเงินและเคลียร์คืนเงินส่วนต่างค่าโดยสาร โดยมีสภาองค์กรของผู้บริโภคและผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ เข้าร่วมพิจารณาและมีความเห็นพ้องต้องกันในวาระดังกล่าวอย่างเป็นเอกฉันท์
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการพิจารณาร่างประกาศคณะกรรมการตั๋วร่วม และร่างประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม เริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ที่ประชุมได้หารือนอกรอบ เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ มีข้อกังวลเกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมาย รวมถึงการปรับแก้สัญญาร่วมทุนกับผู้ประกอบการเอกชน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คือ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งรวบรวมข้อสังเกต ข้อชี้แจง และรายละเอียดด้านกฎหมาย เพื่อแจ้งให้คณะกรรมการทราบภายในวันศุกร์นี้ และนัดประชุมเพื่อสรุปผลการหารืออีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ได้รับการอนุมัติหลักการจาก ครม. แล้ว จึงถือเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการ และมีเป้าหมายเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารในกรณีที่ค่าโดยสารตามเส้นทางจริงสูงกว่า 45 บาท ซึ่งบางเส้นทางอาจสูงถึง 60 บาท ให้แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการโดยตรง ไม่ใช่การจ่ายชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาชดเชยส่วนต่างนั้น เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมของ สนข. ยังไม่มีเงินสะสม จึงจำเป็นต้องขอจัดสรรงบกลางจากรัฐบาลประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้สนับสนุนส่วนต่างค่าโดยสาร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากต้องมีการเจรจากับผู้ประกอบการเอกชนเกี่ยวกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 20% และจะนำรายได้ส่วนเพิ่มดังกล่าวส่งคืนเข้ากองทุนตั๋วร่วมต่อไป ส่วนมาตรการกำหนดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาท จะขออนุมัติในลักษณะปีต่อปี จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงกลางในปี 2572 จากนั้นจึงพิจารณาแนวทางดำเนินการในระยะยาวอีกครั้ง
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงการติดตั้งระบบอ่านบัตรว่า เนื่องจากเหลือเวลาเพียงประมาณ 3 เดือนครึ่งก่อนเริ่มบังคับใช้มาตรการ จึงต้องเร่งติดตั้งเครื่องอ่านบัตรระบบ EMV ในรถไฟฟ้าทุกสาย ได้แก่ สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีแดง และ Airport Rail Link โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งผู้แทนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า หากต้องเปลี่ยนหัวอ่านบัตรใหม่ทั้งหมด จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถึง 22 เดือน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมจึงเห็นชอบแนวทางการเชื่อมต่อระบบ โดยให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ปรับระบบให้บัตร Rabbit เดิมสามารถเชื่อมต่อและใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี EMV ได้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถแตะบัตรใช้บริการได้ตามกำหนดเริ่มต้นปี 2570 โดยจะหารือรายละเอียดทางเทคนิคร่วมกับธนาคารกรุงไทยต่อไป ทั้งนี้ หลังจากการดำเนินการในระบบรถไฟฟ้าแล้วเสร็จ กระทรวงคมนาคมมีแผนขยายการรองรับระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และเรือโดยสารในระยะต่อไป



