หน้าแรก เศรษฐกิจ อจ.แนะปรับ ‘ไ...

อจ.แนะปรับ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ชง 4 มาตรการ ลดต้นทุนค่าครองชีพปชช. ออกแบบมาตรการตรงปัญหา

17.09.26 | 13:52 น.

อจ.แนะปรับ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ชง 4 มาตรการ ลดต้นทุนค่าครองชีพปชช. ออกแบบมาตรการตรงปัญหา


เมื่อวันที่ 17 กันยายน รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 – 2 เดือน รวมถึงหากจะพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯระยะต่อไป ควรปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม แบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ การจะต่ออายุไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินเป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้นการนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1. ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม

รศ.ดร.วิชัย กล่าวว่า 2.ลดต้นทุนค่าครองชีพกดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน เน้นมาตรการลดต้นทุน ไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น 3.สำหรับประชาชนมีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนสร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4.ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

“เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ ประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนหลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

Advertisement

รศ.ดร.วิชัย กล่าวว่า เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ส.ค. เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรเร่งช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3 จากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนสูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) สูงขึ้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงเศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

รศ.ดร.วิชัย กล่าวว่า อย่างรอบล่าสุดมีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาท รวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายเกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง อาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย หากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มเริ่มค้างชำระ จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

รศ. ดร.วิชัย กล่าวว่า แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียว เพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนเดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร