บอกลา ‘จ่าหน้าซอง’ ดีอีผนึกไปรษณีย์ไทย–สคส. ดัน D/ID เปลี่ยนจ่าหน้าพัสดุสู่รหัสดิจิทัล-ลดแสดงข้อมูลส่วนบุคคล
เมื่อวันที่ 16 กันยายน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID รหัสจัดส่งดิจิทัล เพื่อปรับระบบข้อมูลบนกระบวนการรับ–ส่งพัสดุ ลดการแสดงข้อมูลส่วนบุคคลบนหน้าซองหรือกล่อง และเพิ่มความปลอดภัยในการจัดการข้อมูลของประชาชน ซึ่งแนวคิดของ D/ID คือการเปลี่ยนจากการระบุชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็มบนพัสดุ เป็นรหัสดิจิทัลในรูปแบบ QR Code ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อมูลจัดส่ง ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการระบุจุดจัดส่ง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ในทุกมิติ โดยหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาคือระบบ Digital Post ID หรือ D/ID ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการข้อมูลของประเทศให้มีความปลอดภัย เป็นระบบ และรองรับการใช้งานในอนาคต ซึ่งหนึ่งในปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังเร่งแก้ไขคือเรื่องสแกมเมอร์และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์

นายไชยชนก กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สคส. และไปรษณีย์ไทย จึงเป็นการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลที่ใช้ในการขนส่งและมีการคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล โดย D/ID จะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่เป็นการเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ไว้บนจ่าหน้าซอง/กล่องพัสดุที่มีการส่งให้กลายเป็น QR Code เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการจัดส่ง ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความร่วมมือดังกล่าวเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดความปลอดภัย ความสะดวก และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระยะยาว

ด้าน นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลมีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการดิจิทัล ขณะเดียวกัน การดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ไปรษณีย์ไทยจึงร่วมมือกับดีอีและ สคส. เพื่อพัฒนาระบบจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานบริการดิจิทัล
นายดนันท์ กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพัฒนา Digital Post ID หรือ D/ID เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการแสดงข้อมูลบนพัสดุ จากชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็ม เป็นรหัสดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับข้อมูลจัดส่ง ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความแม่นยำในการนำจ่าย ปัจจุบันเริ่มทดลองใช้งานกับบุคลากรกว่า 24,000 คน และเตรียมขยายไปยังประชาชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการอื่น ทั้งนี้ ในระยะต่อไป ไปรษณีย์ไทยมีแผนต่อยอด D/ID ไปสู่ Address ID เพื่อรองรับการใช้งานด้านข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากการจัดส่ง เช่น การสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การป้องกันการรั่วไหล และการออกแบบระบบที่ประชาชนใช้งานได้โดยไม่เพิ่มภาระ
“D/ID ไม่ได้เป็นเพียงระบบจัดส่ง แต่เป็นการพัฒนารูปแบบการจัดการข้อมูลที่อยู่ให้มีความปลอดภัยและรองรับการใช้งานในอนาคต โดยต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชนเป็นหลัก” นายดนันท์กล่าว

ส่วน พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า สคส. มีบทบาทในการกำกับดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องตามกฎหมาย รวมถึงผลักดันให้เกิดการนำหลัก Privacy by Design หรือการออกแบบระบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ต้นทาง มาใช้กับการพัฒนาบริการดิจิทัล เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีดำเนินไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดย D/ID ถือเป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับบริการที่ประชาชนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน
พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า การปรับจากการแสดงชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเต็มบนหน้าพัสดุ มาเป็นรหัสดิจิทัล จะช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น และลดความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลถูกเข้าถึงหรือนำไปใช้โดยผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การขยายการใช้งาน D/ID จำเป็นต้องมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งการกำหนดสิทธิการเข้าถึง การควบคุมการใช้ข้อมูล การป้องกันข้อมูลรั่วไหล และความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบริการอื่นในอนาคต ทั้งนี้ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และทำให้บริการดิจิทัลของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน





