
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า PDP2026 แผนฉบับนี้เป็นพิมพ์เขียวด้านการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยที่กำหนดว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า ไฟฟ้าที่เราใช้จะมาจากไหน ค่าไฟจะเป็นเท่าไร และประเทศจะเดินไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างไร
สิ่งที่ทำให้ PDP2026 น่าสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำลังผลิตที่เปลี่ยนไป แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีคิด” ในการวางแผนแทบทั้งกระดาน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากแต่เป็นผลจากแรงกดดันชุดใหม่ของโลกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันและเร็วกว่าที่แผนฉบับก่อนเคยคาดไว้ บทความนี้จะพาไปไล่เรียงตั้งแต่ต้นตอว่า อะไรคือแรงผลักที่ทำให้ไทยต้องรื้อวิธีวางแผนไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด
⦁แรงกดดันของโลกที่เปลี่ยนโจทย์ทั้งหมด
จุดเริ่มต้นของการปรับแผนครั้งนี้มาจากแรงกดดันที่ขับเคลื่อนให้ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความต้องการพลังงานสะอาดกลายเป็นเงื่อนไขของการทำธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนจำนวนมาก ไฟฟ้าสะอาดเป็นปัจจัยตัดสินใจลงทุน และความต้องการนี้ยังส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่อุปทานถึงธุรกิจรายย่อย นอกจากนี้ยังเกิดการเปลี่ยนรูปแบบและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าจากรูปแบบปกติ ทั้งการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมากตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การเติบโตอย่างรวดเร็วของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยภาคประชาชน ที่ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็นผู้ผลิตไปพร้อมกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าที่ย้ายความต้องการพลังงานจากภาคขนส่งเข้ามาสู่ภาคไฟฟ้า
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกเร่งรัดให้เกิดขึ้น ผ่านเงื่อนไขในระดับสากลที่เป็นกติกาการค้าโลกใหม่ ทั้งมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยกระดับขึ้น และกฎหมายภาษีคาร์บอนที่ไทยจำเป็นต้องผลักดัน แรงผลักดันเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก จนทำให้วิธีวางแผนแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป
⦁เมื่อการลดคาร์บอนกลายเป็นพันธะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แรงกดดันเหล่านี้บรรจบกับพันธกรณีระดับชาติที่ชัดเจน ยกระดับประเทศไทยสู่เป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net-Zero ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ โดยมีภาคพลังงานเป็นแกนนำ และภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของเป้าหมายนี้ ผ่านแผน PDP2026 ที่ทำให้ภาคไฟฟ้าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 75 จากฐานเดิม โดยเมื่อรวมเป้าหมายในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในภาคไฟฟ้าเข้าไปด้วย ทำให้ในปี 2593 ภาคไฟฟ้าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพียง 19 ล้านตันคาร์บอนต่อปี
⦁เปลี่ยนกระบวนทัศน์: จากระบบรวมศูนย์สู่ระบบไฟฟ้าสีเขียวที่ยืดหยุ่น
กระบวนทัศน์เดิมของการวางแผน PDP ตั้งอยู่บนโลกที่การใช้ไฟฟ้ามีรูปแบบชัดเจนคาดเดาได้ วางแผนด้วยการเสริมกำลังผลิตสำรองไว้รองรับช่วงพีค และพึ่งพาโครงข่ายแบบรวมศูนย์ที่มีโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยประชาชนเป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่โลกแบบนั้นกำลังเลือนหายไป
PDP2026 จึงเปลี่ยนมาสู่แนวคิดของระบบไฟฟ้าสีเขียวที่ยืดหยุ่น ซึ่งต้องบริหารความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำรูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าเดิม หัวใจอยู่ที่การบริหารสมดุลของพอร์ตพลังงานระหว่างพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บ และโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟได้มั่นคงแบบคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับโครงข่ายให้เป็นสมาร์ทกริด และการปรับบทบาทของประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าเชิงรับไปสู่ผู้มีส่วนร่วมเชิงรุกที่ทั้งผลิต ใช้ และแบ่งปันพลังงานร่วมกันได้
นี่คือ การพลิกวิธีคิดที่ส่งผลต่อทุกองค์ประกอบของแผน
⦁เครื่องมือใหม่: จากการสำรองเผื่อพีค สู่การวัดโอกาสไฟดับ
หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ คือการเปลี่ยนเครื่องมือวัดความมั่นคงของระบบ แผนฉบับนี้ยกเลิกเกณฑ์ “กำลังผลิตสำรอง” หรือ Reserve Margin แบบเดิมที่เผื่อกำลังผลิตไว้เฉพาะช่วงพีค แล้วหันมาใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับหรือ LOLE แทน โดยกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ไม่เกิน 1.0 วันต่อปี
เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโลกใหม่ที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนสูง เกณฑ์แบบเดิมมองแค่ว่าช่วงที่ใช้ไฟสูงสุดจะมีกำลังผลิตพอหรือไม่ ซึ่งใช้ได้ดีในยุคที่พีคเกิดเวลาเดิมทุกวัน แต่เมื่อการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับแดดและลมที่คาดเดายาก ความเสี่ยงไฟดับก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชั่วโมงพีคอีกต่อไป
LOLE จึงพิจารณาความน่าจะเป็นจากข้อมูลรายชั่วโมงครบทั้ง 8,760 ชั่วโมงต่อปี ทำให้ประเมินความมั่นคงได้แม่นยำกว่ามากในทุกช่วงเวลา ไม่ใช่เฉพาะช่วงพีค นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนวิธีคิดนำไปสู่การเปลี่ยนเครื่องมือที่จับต้องได้
ปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำความจำเป็นนี้คือ การที่พีคของประเทศได้ย้ายช่วงเวลาใช้ไฟฟ้าสูงสุดจากกลางวันไปเป็นกลางคืน สาเหตุมาจากโซลาร์ภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น ทำให้กลางวันที่แดดจัดความต้องการจากระบบหลักลดลง แต่พอตกค่ำที่แดดหมดและผู้คนกลับบ้าน ความต้องการกลับพุ่งขึ้น ในขณะที่โซลาร์หยุดผลิตแล้ว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ระบบกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่ที่เก็บไฟกลางวันไปจ่ายกลางคืน กลายเป็นชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ของแผน
⦁สี่ทางเลือกสู่ Net Zero: ต่างเส้นทาง ต่างความเสี่ยง
หัวใจของการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ คือการเสนอทางเลือกการเปลี่ยนผ่านไว้สี่กรณี กรณีแรกคือกรณีฐานที่เน้นความมั่นคงช่วงเปลี่ยนผ่านปล่อยคาร์บอนไม่เกิน 66 ล้านตัน ส่วนอีกสามกรณีล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเข้มข้นที่ 19.1 ล้านตันเท่ากัน แต่เลือกเส้นทางต่างกัน กรณีที่สองใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนเป็นแกน กรณีที่สามมุ่งพลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ และกรณีที่สี่ผสมผสานทั้งสองแนวทาง
ประเด็นที่น่าสนใจที่ได้มีการนำเสนอในการรับฟังความเห็นครั้งนี้คือ ในช่วงสิบสองปีแรก ปี 2569 ถึง 2580 ทุกทางเลือกมีการวางแผนให้ทุกทางเลือกสามารถเดินบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันทั้งหมด โดยเดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและเดินหน้าเตรียมพร้อมพลังงานคาร์บอนต่ำอื่นๆ อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR เพื่อนำร่อง และเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยสามารถเริ่มลงมือเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net-Zero ได้ทันที โดยไม่ต้องรอข้อสรุปว่าจะเลือกเส้นทางใด เพราะทางแยกที่แท้จริงจะมาถึงหลังปี 2580 ซึ่งยังมีเวลาให้ตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น
เมื่อมองถึงปลายแผน ทางเลือกที่มุ่งพลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบมีแนวโน้มค่าไฟต่ำที่สุด เพราะคาดว่าต้นทุนโซลาร์และแบตเตอรี่ที่ลดลงต่อเนื่องทำให้ต้นทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ แต่ภายใต้สมมุติฐานในระยะยาวที่กำหนดในแผนนี้ อาจมีปัจจัยความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ในอนาคตได้เสมอ เช่น ความเสี่ยงด้านการจัดหาและราคาพลังงานหมุนเวียนจากห่วงโซ่อุปทานโลกที่กระจุกตัว ปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียนที่อาจผันผวนมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงต้นทุนของเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน รวมไปถึงความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากนี้
เมื่อแต่ละเส้นทางมีความเสี่ยงเฉพาะตัว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเส้นทางใดดีที่สุดในวันนี้ แต่คือจะออกแบบแผนอย่างไร ให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นและทนทานต่อปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนในอนาคตหรือเป็นแผนที่มีความ resilient นั่นคือเป้าหมายหลักในการวางฉากทัศน์ในการจัดทำแผน PDP2026 ในครั้งนี้
⦁บทสรุป: แผนของคนไทยทุกคน
สิ่งที่ทำให้ PDP2026 แตกต่างจากแผนในอดีต ไม่ใช่เพียงเป้าหมาย Net Zero หรือสัดส่วนพลังงานสะอาดที่สูงขึ้น แต่คือการยอมรับว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว แรงกดดันทั้งห้าประการ ตั้งแต่ความต้องการพลังงานสะอาด ศูนย์ข้อมูล การเติบโตของโซลาร์ภาคประชาชน ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงกติกาคาร์บอนโลก ล้วนบีบให้ไทยต้องรื้อวิธีวางแผนไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด จากระบบรวมศูนย์ที่ประชาชนเป็นเพียงผู้ใช้ไปสู่ระบบกระจายศูนย์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้บนหลักการของการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ซึ่งจัดสรรต้นทุนและความรับผิดชอบให้เหมาะสมกับทุกฝ่าย
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าไม่ใช่เอกสารของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นแผนที่กำหนดอนาคตพลังงานของคนไทยทุกคน การที่ภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นในหลายประเด็น ทั้งการเลือกเส้นทางเปลี่ยนผ่าน ความเหมาะสมของเกณฑ์ความมั่นคงแบบใหม่ ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีทางเลือก และความเป็นธรรมด้านต้นทุน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรมีส่วนร่วม
เพราะทางเลือกที่เราตัดสินใจร่วมกันวันนี้ จะกำหนดว่าไฟฟ้าที่ลูกหลานของเราใช้ในอีกยี่สิบห้าปีข้างหน้า จะมั่นคง สะอาด และเป็นธรรมเพียงใด

