หน้าแรก เศรษฐกิจ สกัดลักลอบนำเ...

สกัดลักลอบนำเข้างาช้างข้ามชาติ 3.1 ตัน ซุกไม้แปรรูป-พาราฟินตบตาเอ็กซเรย์ มูลค่า 155 ล้าน

26.10.26 | 16:02 น.

ศุลกากรผนึกกำลัง DSI-กรมอุทยานฯ สกัดลักลอบนำเข้างาช้างข้ามชาติ 3.1 ตัน ซุกไม้แปรรูป-พาราฟินตบตาเอ็กซเรย์ มูลค่า 155 ล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยในงานแถลงข่าวการสกัดขบวนการลักลอบนำเข้างาช้างว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและป้องกันมิให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ


กรมศุลกากรจึงได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยง จากการบูรณาการข้อมูลการข่าวร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้อายัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าต้องสงสัย นำเข้าจากประเทศแซมเบีย จำนวน 2 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีการสำแดงสินค้าเป็นไม้มูลสิวิแปรรูป จำนวน 568 แผ่น ปริมาตร 48 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักสุทธิรวม 56,000 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า มีไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่น ถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างภายในเพื่อซุกซ่อนงาช้างและซากสัตว์ป่า

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า แผนประทุษกรรมในครั้งนี้มีความแยบยลและซับซ้อนมาก โดยกลุ่มผู้กระทำผิดได้นำงาช้างซึ่งมีสภาพโค้งและขนาดใหญ่ มาตัดลดทอนให้เป็นท่อนเพื่อยัดเข้าไปในไม้เหลี่ยมที่มีความยาวประมาณ 3 เมตร ความหนา 20-30 เซนติเมตร จากนั้นได้ใช้ไขสีขาวหรือพาราฟินเทอุดตามรูต่างๆ เพื่อให้เกิดความหนาแน่นและน้ำหนักใกล้เคียงกับไม้จริงมากที่สุด ซึ่งทำให้การใช้เครื่องเอ็กซเรย์เพียงอย่างเดียวมองเห็นได้ลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เลื่อยผ่าเปิดเนื้อไม้ออกมา ทำความสะอาด และนำไปต้มเพื่อขจัดพาราฟินออก

Advertisement

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย งาช้างกิ่งและงาช้างท่อน จำนวน 469 กิ่ง/ท่อน น้ำหนัก 3,042.67 กิโลกรัม, เศษงาช้าง 1,038 ชิ้น น้ำหนัก 66.20 กิโลกรัม (รวมน้ำหนักงาช้างทั้งสิ้น 3,108.87 กิโลกรัม หรือกว่า 3.1 ตัน) นอกจากนี้ยังพบขนหางช้าง 335 เส้น น้ำหนัก 0.18 กิโลกรัม และซากสัตว์ป่า 1 ซาก รวมมูลค่าของกลางประมาณ 155 ล้านบาท ความสำเร็จในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณข้อมูลทางการข่าวจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ Wildlife Justice Commission (WJC)

ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านการคมนาคมขนส่งในภูมิภาค โดยเฉพาะด่านท่าเรือแหลมฉบังที่มีปริมาณตู้สินค้าเข้า-ออกกว่า 13 ล้านตู้ต่อปี ทำให้กลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฉวยโอกาสใช้ความสะดวกรวดเร็วทางโลจิสติกส์ในการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ เข้าข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อน ทำเป็นขบวนการ และมีมูลค่าของกลางกว่า 155 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 50 ล้านบาท ตามฐานความผิดคดีพิเศษที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและซากสัตว์ป่า (ส่วนฐานความผิดกฎหมายศุลกากรอยู่ที่ 30 ล้านบาท)

ร.ต.อ.ปิยะ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงจะรับเป็นคดีพิเศษ โดยจะร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลหาตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ผู้ส่งออก (Consignor) ไปจนถึงผู้รับปลายทาง (Consignee) เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดหมายปลายทางที่ประเทศไทย หรือเตรียมส่งออกไปยังประเทศที่ 3 ต่อไป

นายประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560, พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงพันธกรณี CITES โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ในขั้นตอนการดำเนินคดี กรมอุทยานฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่กองนิติวิทยาศาสตร์เข้าเก็บตัวอย่าง DNA ของกลาง เพื่อนำไปตรวจเทียบเคียงว่ามาจากประชากรช้างในประเทศแซมเบียจริง หรือมาจากถิ่นอื่นในทวีปแอฟริกา รวมถึงต้องตรวจสภาพและประเมินมูลค่าที่แท้จริงส่งให้ DSI ใช้เป็นพยานหลักฐาน ปัจจุบันของกลางถูกเก็บรักษาไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่กรมอุทยานฯ โดยมีกล้องวงจรปิดดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

นายประทีป กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับการจัดการของกลาง ขอยืนยันว่าเมื่อคดีถึงที่สุดและตกเป็นของแผ่นดิน ภาครัฐและผู้บริหารระดับสูงไม่มีนโยบายนำงาช้างมูลค่ามหาศาลเหล่านี้ออกมาขายทอดตลาดอย่างแน่นอน เพราะหากนำไปขายจะกลับเข้าสู่วงจรการกระทำผิดอีก กรมอุทยานฯ จะใช้วิธีการนำงาช้างไปบดให้ละเอียดและเผาไฟทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการตัดวงจรตลาดมืดอย่างเด็ดขาด พร้อมกันนี้ ได้กำชับด่านตรวจไซเตสทั่วประเทศให้เข้มงวดการหาข่าว และพร้อมสนับสนุนการตรวจสอบเชิงลึกในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป