ส.ผู้เลี้ยงสุกร เร่งรัฐเฝ้าระวังลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ใช้ช่องโหว่สำแดงเป็นผัก หวั่นเสี่ยงโรคระบาดหมูลามเข้าไทย
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้การลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนตามแนวชายแดนเริ่มกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะด่านทางบกแถบชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน และจีน จึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันเฝ้าระวัง เพราะเราพบว่าประเทศจีนกำลังเผชิญปัญหาผลผลิตหมูล้นตลาด และมีการระบาดของโรคระบาดในหมู เช่น ปากเท้าเปื่อย ขณะที่บริเวณประเทศรอบบ้านก็มีปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการดูแล เพื่อป้องการแพร่ระบาดเข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ ก็เดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตรวจสอบสินค้าที่ด่านนำเข้า และการขยายผลตรวจค้นแหล่งเก็บและกระจายสินค้าในประเทศ สะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและปกป้องอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย อาทิ ชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังพวัดมุกดาพาร สกัดจับหนังสุกรแช่แข็งลักลอบนำเข้ากว่า 720 กิโลกรัม เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยไม่มีเอกสารและใบอนุญาตตามกฎหมาย
อีกทั้้ง เดือนกันยายน เจ้าหน้าที่ศุลกากรเชียงแสน ตรวจพบและยึดเนื้อสุกรจากจีนกว่า 16.5 ตัน ที่สำแดงสินค้าเป็นผักสดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และในเดือนตุลาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจพระพิระพุณ กรมปศุสัตว์ และกรมศุลกากร ร่วมตรวจสอบและอายัดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังพบว่าสินค้าไม่ตรงกับใบอนุญาตนำเข้า นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปดบ. ร่วมกับกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ เข้าตรวจคันโกดังในเขตบางขนเทียน กรงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พบไส้หมูมักเกลือ 5.040 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับด่านกักกันสัตว์พิจิตรตรวจลอบสถานที่รับซื้อและแบ่งบรให้สุกรในจังหวัดพิจิตร พบของกลางอีก 8,550 กิโลกรัม โดยทั้งสองกรณีมีความเชื่อมโยงกัน
“สมาคมขอขอบคุณและชื่นชม ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง ทั้งการตรวจสอบเอกสาร การสกัดกั้นสินค้า การตรวจยึด และการขยายผลไปยังตถานที่เก็บและกระจายสินค้า การทำงานเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสินค้าเนื้อสัตว์ที่นำเข้าหรือเคลื่อนย้ายโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงด้านโรคระบาดสัตว์และความปลอดภัยอาหาร แต่ยังทำให้เกษตรกรไทยที่ผลิตภายได้มาตรฐานและตันทนที่ถูกต้อง ต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” นายสิทธิพันธ์ กล่าว
นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมปศุสัตว์ ซึ่งกำกับดูแลด้านสุขภาพสัตว์และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง กรมศุลกากรซึ่งตรวจสอบการนำเข้าและการปฏิบัติพิธีการศุลกากรไปจนถึงตำรวจและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยประสบปัญหาเนื้อสัตว์เถื่อนลักลอบนำเข้าจำนวนมาก นับจากเมื่อปี 2566 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร่วมกับกรมศุลกากรเข้าตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ติดค้างเกิน 30 วันในท่าเรือแหลมฉบัง พบหมูแช่แข็ง 161 ตู้คอนเทนเนอร์ ต่อเนื่องจนถึงปี 2568 รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 3,000 ล้านบาท



