หน้าแรก เศรษฐกิจ GC-SCGC รวมธุ...

GC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี 1.86 แสนล้าน ปักหมุดเบอร์ 1 อาเซียน-ท็อป 10 โลก

29.10.26 | 17:13 น.

GC-SCGC รวมธุรกิจปิโตรเคมี 1.86 แสนล้าน ปักหมุดเบอร์ 1 อาเซียน-ท็อป 10 โลก

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 ตุลาคม ที่โรงแรมแอทธินี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC (GC) แถลงการร่วมทุนระหว่าง GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC


ว่า เป็นการมองโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว โดยนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาต่อยอด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ ทั้ง 2 บริษัทมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมานานกว่า 40 ปี การนำธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยมารวมกันจะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี โดยเป็นผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายแรกในอาเซียน และตั้งเป้าเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก

ซึ่งคาดว่าการรวมกันในครั้งนี้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผนึกกำลัง (Synergy) ได้ประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 5,100-6,800 ล้านบาทต่อปี โดยจะทยอยดำเนินการให้เกิดผลเต็มศักยภาพภายในประมาณ 3 ปีหลังจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทร่วมทุนจะตัดตั้งแล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2570 ซึ่งจะเสนอแผนต่อผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในเดือนธันวาคม 2569

Advertisement

“เราเน้นช่วงเริ่มต้นในเรื่อง Synergy และการเพิ่มมูลค่าให้ได้ก่อน เป้าหมาย 150-200 ล้านเหรียญต่อปีเป็นสิ่งที่ประเมินแล้วว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ภายใน 3 ปีแรก หลังจากนั้น เมื่อทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาข้อมูลร่วมกัน ก็จะมีอีกหลายอย่างที่สามารถทำงานร่วมกันและเกิดประโยชน์ต่อกิจการได้”นายณะรงค์ศักดิ์กล่าว

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การสร้าง Synergy จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงเพิ่มทางเลือกในการวางแผนเดินเครื่องโรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการวางแผนซ่อมบำรุงและจัดหาอะไหล่ร่วมกัน การมีโรงงานและแหล่งวัตถุดิบในระบบที่ใหญ่ขึ้นจะเพิ่มทางเลือกในการจัดสรรกำลังการผลิตให้เหมาะสมกับภาวะตลาด และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน การความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและความต่อเนื่องในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า แม้ตลาดจะยังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ทั้ง 2 บริษัทยังสามารถนำองค์ความรู้ด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้า และความยั่งยืนมาต่อยอดร่วมกัน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green) ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio) และการจัดการคาร์บอน

สำหรับมูลค่าธุรกิจที่ทั้ง 2 ฝ่ายนำเข้าร่วมทุน กำหนดจากการเจรจาและตกลงร่วมกันโดยอ้างอิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow : DCF) แบ่งเป็นธุรกิจของ PTTGC มูลค่า 104,447.84 ล้านบาท และธุรกิจของ SCGC มูลค่า 82,066.16 ล้านบาท รวมมูลค่า 186,514 ล้านบาท ทั้งนี้ ธุรกรรมดังกล่าวไม่มีการชำระสิ่งตอบแทนเป็นเงินสด แต่ใช้การออกหุ้นของ GC SPV ให้แก่ SCGC เป็นสิ่งตอบแทนในการควบรวมธุรกิจ ส่วนโครงสร้างการบริหารบริษัทร่วมทุน จะมีคณะกรรมการจำนวน 7 คน โดย PTTGC เสนอชื่อกรรมการ 4 คน และ SCGC เสนอชื่อ 3 คน ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะเป็นบุคคลที่ PTTGC เสนอชื่อ ส่วนรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Deputy CEO) จะเป็นบุคคลที่ SCGC เสนอชื่อ นอกจากนี้ บริษัทร่วมทุนมีเป้าหมายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมในแต่ละปี

นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นบริษัทร่วมทุนมีโครงสร้างการถือหุ้นโดย GC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้ย 44% โดยสัดส่วนดังกล่าวมาจากการประเมินมูลค่าธุรกิจที่แต่ละฝ่ายนำเข้าร่วมทุน ผ่านการพิจารณาของทีมงานและที่ปรึกษาของทั้ง 2 บริษัท อย่างไรก็ตามแม้ GC จะถือหุ้นมากกว่า แต่การดำเนินงานจะเน้นความร่วมมือและการนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาต่อยอด โดยระบบ Supply Chain และการเชื่อมโยงวัตถุดิบระหว่างโรงงานยังคงต่อเนื่องกับธุรกิจของ GC ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานเดิมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่วนโอกาสขยายธุรกิจหรือการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคตนั้น ระยะแรกจะมุ่งสร้าง Synergy และเพิ่มมูลค่าจากธุรกิจที่นำมารวมกันให้สำเร็จก่อน เมื่อบริษัทร่วมทุนมีความแข็งแกร่ง มีสภาพคล่อง และมีความสามารถในการดำเนินงานมากขึ้น จึงค่อยพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและการหารือกับพันธมิตรตามความเหมาะสม

“ผมคิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องความกดดัน แต่เป็นเรื่องที่เรามองโอกาส คีย์เวิร์ดคือระยะยาว วันนี้ 2 บริษัทต่างคนต่างทำธุรกิจที่มีโอกาสคล้ายกัน แต่ถ้ารวมตัวกันจะทำให้เกิดความแข็งแรง และความแข็งแรงนั้นส่งผลต่อเนื่องให้กับความสามารถในการแข่งขัน จึงมองว่าการรวมตัวกันเป็นโอกาส ไม่ได้เป็นเรื่องของความกดดัน”นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว

นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC กล่าวว่า จุดแข็งของ GC อยู่ที่ความพร้อมด้านวัตถุดิบจากธุรกิจน้ำมันและก๊าซ รวมถึงเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบและธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. ขณะที่ SCGC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added: HVA) และการเข้าถึงลูกค้าในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย การผนึกกำลังด้านต้นน้ำที่มีวัตถุดิบเพียงพอและแข่งขันได้ เข้ากับความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ทั้งสองบริษัทและเปิดโอกาสในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจปิโตรเคมีเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท โดยประมาณ 70% ของการใช้พลาสติกเกี่ยวข้องกับพลาสติกประเภทที่ทั้ง 2 บริษัทจะนำมารวมกัน จึงมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำของไทย

ที่ผ่านมา ทั้ง 2 บริษัททำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อศึกษาความต้องการของผู้บริโภค แล้วนำข้อมูลมาพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA จึงไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะผู้ผลิตต้นน้ำ แต่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต การรวมธุรกิจจะช่วยให้ทั้งสองบริษัทมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงานมากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งจากผู้เล่นรายใหม่และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจต้นน้ำจึงมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศไทย

“การทำต้นน้ำให้แข็งแรงจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำแข็งแรง เมื่อเรากับลูกค้าแข็งแกร่งขึ้น ก็จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และทำให้การส่งออกเติบโตได้มากขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่”นายศักดิ์ชัยกล่าว

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า สำหรับการรวมตัวกันในครั้งนี้จะสามารถ ทำให้ไทยเทียบเท่าจีนในอนาคตได้หรือไม่นั้นต้องมองว่า ต้นทุนการผลิตโดยรวมของจีนไม่ได้แตกต่างจากไทยมากนัก เนื่องจากผู้ผลิตจีนมีทั้งโรงงานที่เชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันและการจัดหาวัตถุดิบจากภายนอก ขณะที่บริษัทร่วมทุนมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบและระบบ Supply Chain ที่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกเม็ดพลาสติกไปจีนมากกว่าการนำเข้าจากจีน โดยสินค้า HVA ที่ไทยพัฒนาร่วมกับลูกค้าปลายทางยังมีโอกาสขยายตลาดได้ เนื่องจากจีนยังผลิตสินค้าเหล่านี้ได้ไม่เพียงพอหรือยังผลิตไม่ได้ในบางประเภท การรวมธุรกิจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงและการใช้ประโยชน์จากระบบ Supply Chain ที่เชื่อมโยงกัน ทั้งนี้ จีนยังเป็นคู่ค้าสำคัญ โดยการซื้อขายระหว่างสองประเทศมีทั้งช่วงที่ไทยนำเข้าและส่งออก ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Over Supply) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดำเนินต่อเนื่องมาแล้วประมาณ 2-3 ปี และยังทำให้การแข่งขันรุนแรง อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นจากบางประเทศที่ลดกำลังการผลิตเดิม ขณะที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยังเติบโตตามเศรษฐกิจโลก
หลังปี 2571 ซึ่งคาดว่ากำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดจะเริ่มลดลง แต่สถานการณ์โดยรวมยังต้องติดตาม เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นธุรกิจวัฏจักรที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย การรวมธุรกิจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และทำให้ทั้ง 2 บริษัทสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ลูกค้าและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ